top of page

ปรัชญาการคิดแบบกลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้จริงในการทำงาน

กลยุทธ์ในการทำงาน ไม่ได้เริ่มจากการมีแผนที่ซับซ้อนหรือไอเดียที่ฉลาดกว่าใคร แต่เริ่มจาก “วิธีมองงาน” ว่าเรากำลังเล่นอยู่ในเกมแบบไหน และอะไรคือสิ่งที่มีผลต่อผลลัพธ์มากที่สุด บทความนี้ชวนถอดบทเรียนเชิงปรัชญาของนักกลยุทธ์ เพื่อนำไปใช้กับการทำงาน การบริหารทีม และการตัดสินใจในองค์กร


1. อย่ามองแต่งานตรงหน้า ให้มองโครงสร้างของงาน


คนทำงานจำนวนมากติดอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า งานด่วน งานเร่ง และงานที่ดังที่สุดในแต่ละวัน แต่ในเชิงกลยุทธ์ งานที่สำคัญจริง ๆ มักไม่ใช่งานที่เสียงดังที่สุด หากเป็นงานที่ ไปแตะโครงสร้างของระบบการทำงาน


นักกลยุทธ์จะถามเสมอว่า ถ้าแก้จุดนี้ได้ งานอื่นจะเบาลงเองหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนวิธีตัดสินใจ เปลี่ยนขั้นตอน หรือเปลี่ยนบทบาทบางอย่าง ผลลัพธ์ทั้งระบบจะเปลี่ยนตามหรือเปล่า นี่คือการทำงานเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่การทำงานให้เสร็จ


2. คุณค่าในการทำงาน ไม่ได้วัดจากความเก่ง แต่วัดจากตำแหน่งที่เราอยู่


ในองค์กรเดียวกัน คนที่เก่งมากอาจสร้างผลกระทบได้น้อย หากอยู่ในจุดที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ในทางกลับกัน คนที่ไม่ได้เก่งที่สุด แต่ทำงานอยู่ใน “จุดเชื่อมต่อ” ของข้อมูล การสื่อสาร หรือการตัดสินใจ กลับสร้างอิทธิพลได้สูงกว่า


ปรัชญานี้สอนให้เราคิดใหม่ว่า เราควรพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นอย่างเดียว หรือควรคิดให้ลึกขึ้นว่า งานของเราเชื่อมกับผลลัพธ์องค์กรตรงไหน และจะขยับตำแหน่งบทบาทของเราให้สร้างคุณค่าได้มากขึ้นอย่างไร


3. การทำงานที่ชนะ ไม่ได้ชนะด้วยความเร่ง แต่ชนะด้วยการคุมจังหวะ


หลายองค์กรทำงานด้วยความรีบตลอดเวลา ตอบทุกเรื่องทันที ประชุมทุกปัญหาในวันที่เกิด แต่การทำงานเชิงกลยุทธ์เข้าใจว่า จังหวะสำคัญพอ ๆ กับความเร็ว


บางเรื่องควรเร่งตัดสินใจ เพื่อไม่ให้โอกาสหลุดมือ บางเรื่องควรชะลอ เพื่อให้ข้อมูลชัดเจนและลดความผิดพลาด คนที่คุมจังหวะการทำงานได้ดี มักเป็นคนที่ทีมต้องปรับตัวตาม โดยไม่ต้องใช้อำนาจสั่งการ


4. อิทธิพลในที่ทำงาน เกิดจากการทำให้คนอื่นต้องคิดเผื่อเรา


นักกลยุทธ์ในองค์กร ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่พูดมากหรือออกหน้าเสมอไป แต่อิทธิพลของเขาจะปรากฏผ่านพฤติกรรมของคนรอบข้าง เมื่อคนอื่นต้องถามว่า “เรื่องนี้เขาจะคิดอย่างไร” หรือ “ถ้าตัดสินใจแบบนี้ จะกระทบเขาไหม”


เมื่อการมีอยู่ของคุณ ทำให้คนอื่นต้องปรับแผน ปรับการตัดสินใจ หรือเตรียมทางเลือกเพิ่มเติม นั่นคือสัญญาณของพลังเชิงกลยุทธ์ ที่ไม่ได้มาจากตำแหน่ง แต่เกิดจากความน่าเชื่อถือและการอ่านเกมขาด


5. ความอ่อนแอในงาน ไม่จำเป็นต้องปิดเสมอไป


วัฒนธรรมการทำงานจำนวนมากสอนให้ซ่อนจุดอ่อน กลัวเสียภาพลักษณ์ หรือกลัวถูกมองว่าไม่เก่ง แต่ในเชิงกลยุทธ์ ความอ่อนแอที่ถูกเปิดเผยอย่างมีสติ สามารถกลายเป็นเครื่องมือได้


การยอมรับว่าทีมยังไม่พร้อมในบางเรื่อง อาจทำให้ได้ทรัพยากรเพิ่ม การยอมรับข้อจำกัด อาจเปิดทางให้เกิดการร่วมมือ แทนการแข่งขัน นักกลยุทธ์ไม่ได้โชว์ความสมบูรณ์แบบ แต่ใช้ความจริงในการออกแบบทางเลือกที่ดีกว่า


6. การถอยในงาน คือการจัดตำแหน่งใหม่ ไม่ใช่การยอมแพ้


ในที่ทำงาน การถอยหนึ่งก้าวมักถูกตีความว่าแพ้หรืออ่อนแอ แต่ปรัชญานักกลยุทธ์มองต่างออกไป การถอยอาจเป็นการหลีกเลี่ยงต้นทุนที่ไม่จำเป็น หรือเปิดพื้นที่ให้กลับมาในจุดที่แข็งแรงกว่าเดิม


การไม่ดันทุรังกับไอเดียเดิม การยอมเปลี่ยนบทบาท หรือการปล่อยโปรเจกต์บางอย่าง ไม่ได้แปลว่าล้มเหลวเสมอไป แต่คือการรักษาเป้าหมายระยะยาว โดยไม่ผูกอัตตาไว้กับวิธีการเดิม


7. หัวใจของการทำงานเชิงกลยุทธ์ คือการปรับตัวได้เร็วกว่าระบบ


ท้ายที่สุด กลยุทธ์ในการทำงานไม่ใช่การมีแผนที่ดีที่สุด แต่คือ ความสามารถในการอ่านสถานการณ์ และปรับตัวได้เร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงรอบตัว


คนส่วนใหญ่ทำงานตามระบบ

บางคนวางแผนภายในระบบ

แต่นักกลยุทธ์คือคนที่เข้าใจระบบ และรู้ว่าเมื่อไรควรขยับ เมื่อไรควรนิ่ง และเมื่อไรควรออกแบบวิธีทำงานใหม่ทั้งชุด


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “วันนี้คุณยุ่งแค่ไหน”

แต่คือ คุณกำลังทำงานในเกมที่คนอื่นกำหนด

หรือกำลังออกแบบเกมของตัวเองอยู่

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page