top of page

เมื่อ Empathy กลายเป็นภาระที่มองไม่เห็น

ในหลายองค์กรและหลายความสัมพันธ์ Empathy ถูกยกให้เป็นคุณสมบัติของคนที่ดี เป็นผู้นำที่เข้าใจผู้อื่น และเป็นเพื่อนร่วมงานที่พึ่งพาได้ แต่ในทางปฏิบัติ คนที่ “เห็นอกเห็นใจเก่ง” มักกลับกลายเป็นกลุ่มที่เหนื่อยล้าทางอารมณ์มากที่สุด โดยที่ตัวเขาเองก็อธิบายไม่ถูกว่าทำไม


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมี Empathy มากเกินไป แต่อยู่ที่การใช้ Empathy โดยไม่มีขอบเขต จนเส้นแบ่งระหว่าง “เข้าใจความรู้สึกของเขา” กับ “รับผิดชอบความรู้สึกแทนเขา” ค่อย ๆ เลือนหายไป


เส้นบาง ๆ ระหว่างความเข้าใจ กับการแบกรับ


Empathy ที่แข็งแรง คือความสามารถในการรู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร โดยที่เรายังยืนอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง แต่เมื่อใดที่ความเข้าใจนั้นเปลี่ยนเป็นความอึดอัด หนักใจ หรือรู้สึกว่าต้องแก้ปัญหาแทนอีกฝ่าย เมื่อนั้น Empathy กำลังไหลข้ามเส้น


สัญญาณหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ การเปลี่ยนจากความรู้สึกว่า “ฉันเป็นห่วงคุณ” ไปเป็น “ฉันทนความรู้สึกนี้ไม่ไหวแล้ว” นี่ไม่ใช่เรื่องของความอ่อนไหวเกินไป แต่เป็นสัญญาณว่าขอบเขตระหว่างตัวเรากับผู้อื่นเริ่มไม่ชัดเจน


ขอบเขตที่ดี ไม่ได้เกิดตอนหมดแรง


หลายคนตั้งขอบเขตกับผู้อื่นในวันที่พลังหมดแล้ว ซึ่งมักจบลงด้วยการพูดตัดบท ความรู้สึกผิด หรือการหลีกหนีแบบฉับพลัน แต่ขอบเขตที่ยั่งยืนมักถูกออกแบบไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่คิดสด ๆ ตอนอารมณ์ล้น


การรู้ล่วงหน้าว่าเราฟังได้แค่ไหน รับเรื่องแบบใดได้ในช่วงนี้ หรือสถานการณ์ระดับไหนที่เราไม่พร้อม จะช่วยให้เราไม่ต้องต่อรองกับตัวเองในจังหวะที่อ่อนล้าที่สุด ขอบเขตจึงไม่ใช่กำแพง แต่เป็นโครงสร้างที่ช่วยพยุง Empathy ให้อยู่ได้นาน


การตั้งขอบเขตด้วยภาษาที่ไม่ทำร้ายใคร


การตั้งขอบเขต ไม่จำเป็นต้องแลกกับความใจร้าย ภาษาที่ทรงพลังที่สุดคือภาษาที่ “ยืนยันความรู้สึกของอีกฝ่าย” พร้อมกับ “บอกความสามารถของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา”


การพูดว่าเรารับรู้ความยากลำบากของเขา แต่ขอพักหรือขอเลื่อนเวลา ไม่ได้ลดคุณค่าของความสัมพันธ์ ตรงกันข้าม มันทำให้ความช่วยเหลือที่เรามอบให้ไม่กลายเป็นต้นเหตุของความหมดไฟในระยะยาว


เลือกการเปิดรับอย่างมีสติ


พลังทางอารมณ์ไม่ใช่ทรัพยากรที่ไม่มีวันหมด เรามีสิทธิ์เลือกว่าจะใช้มันกับใคร และในระดับใด บางสถานการณ์ เราอาจอยู่ใกล้โดยไม่ต้องเปิดรับทุกความรู้สึก หรือรับฟังด้วยความเคารพโดยไม่จำเป็นต้องเอาความทุกข์ของเขามาคิดซ้ำในใจ


การจำกัดการเปิดรับ ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่เป็นการรักษาคุณภาพของ Empathy ให้ยังคงเป็นพลังบวก ไม่ใช่ภาระสะสม


ใช้ความเหนื่อยเป็นข้อมูล ไม่ใช่ความผิด


หลังการสนทนาที่หนัก ลองสังเกตว่าร่างกายและอารมณ์ตอบสนองอย่างไร หากพบความล้า ความหงุดหงิด หรือความชา นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเราไม่เหมาะกับการมี Empathy แต่เป็นข้อมูลสะท้อนว่าขอบเขตบางอย่างยังไม่ชัดพอ


Empathy ที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการให้จนหมด แต่เกิดจากการรู้ว่าให้แค่ไหน เราจึงยังเหลือพื้นที่ให้ตัวเองยืนอยู่ได้


Empathy ที่ดี ไม่ใช่การรับทุกอย่างมาไว้กับตัว แต่คือความสามารถในการอยู่กับผู้อื่นอย่างเข้าใจ โดยไม่หายไปจากชีวิตของตัวเอง นี่คือทักษะที่สำคัญไม่แพ้ความเห็นอกเห็นใจ และเป็นสิ่งที่คนทำงานยุคนี้ต้องเรียนรู้ให้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page