ช่องว่างระหว่าง “รู้แล้ว” กับ “ทำได้”: ทำไมการอ่านเยอะขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราเปลี่ยนไป
- 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

เรารู้มากกว่าที่เราทำอยู่เยอะมาก...
ลองสำรวจตัวเองเงียบ ๆ สักครู่ เราน่าจะรู้อยู่แล้วว่าการวางแผนล่วงหน้าดีกว่าการรีบทำนาทีสุดท้าย รู้ว่าการฟังก่อนตอบทำให้บทสนทนาดีขึ้น รู้ว่าการให้ฟีดแบ็กแบบตรงไปตรงมาแต่ใจดีมีผลกับทีมมากกว่าการเก็บไว้ในใจ ความรู้พวกนี้เราสะสมมานาน ผ่านหนังสือ ผ่านคอร์ส ผ่านโพสต์ดี ๆ ที่กดเซฟไว้ แต่คำถามที่ไม่ค่อยมีใครถามตัวเองคือ แล้วเราทำตามที่รู้จริง ๆ สักกี่เปอร์เซ็นต์
🧠 ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่รู้”
Jeffrey Pfeffer และ Robert Sutton ได้เขียนหนังสือตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ไว้ว่า “Knowing-Doing Gap” หรือช่องว่างระหว่างการรู้กับการทำ ข้อสังเกตหลักของพวกเขาน่าสนใจ นั่นคือองค์กรจำนวนมากไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดความรู้ว่าควรทำอะไร แต่ล้มเหลวเพราะไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว
ถ้าเรื่องนี้จริงกับทั้งองค์กร มันก็จริงกับคนคนเดียวด้วย และนี่คือจุดที่ทำให้การพัฒนาตัวเองของหลายคนไปไม่ถึงไหน เพราะเราเข้าใจปัญหาผิดตั้งแต่ต้น เราคิดว่าสาเหตุที่เรายังไม่เก่งขึ้นคือ “ยังรู้ไม่พอ” เลยไปหาความรู้เพิ่มอีก ลงคอร์สอีกใบ อ่านหนังสืออีกเล่ม ทั้งที่ความรู้ที่มีอยู่ในหัวตอนนี้ก็มากพอจะเปลี่ยนวิธีทำงานได้แล้วถ้าเราลงมือทำจริง
🧠 ทำไม “รู้แล้ว” ถึงหลอกเราได้เนียนขนาดนั้น
คำตอบอยู่ที่ความรู้สึกตอนที่เรารับความรู้เข้ามา เวลาอ่านบทความดี ๆ จบหนึ่งชิ้น หรือฟังคนเก่งเล่าเรื่องที่เราเห็นด้วยเต็มร้อย สมองจะให้รางวัลเราด้วยความรู้สึกอิ่มเอมแบบหนึ่ง มันเหมือนเราได้ขยับไปข้างหน้าแล้ว เหมือนเราเข้าใกล้เวอร์ชันที่ดีขึ้นของตัวเองไปอีกก้าว ปัญหาคือความรู้สึกนั้นมาฟรี มันเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่เราจะลงมือทำอะไรเลยสักอย่าง
บทความของ Jeffrey Pfeffer และ Robert Sutton ใน Harvard Business Review ยังได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า “Smart-Talk Trap” หรือกับดักของการพูดฉลาด ๆ โดยมีใจความคือเวลาเจอปัญหา คนเรามักทำราวกับว่าการได้พูดถึงมัน ได้วิเคราะห์ ได้ประชุมวางแผน คือการแก้ปัญหาไปแล้วในตัว ทั้งที่จริงยังไม่มีอะไรเปลี่ยน การเรียนรู้ก็ทำงานคล้ายกัน มันให้ความรู้สึกว่าเรากำลังก้าวหน้า ทั้งที่หลายครั้งเราแค่ย้ายความรู้จากที่หนึ่งมาไว้ในหัวเฉย ๆ ไม่ได้แปลมันเป็นการกระทำสักอย่าง
พูดง่าย ๆ คือสมองเราเผลอเอา “รู้แล้ว” ไปนับรวมกับ “ทำแล้ว” ทั้งที่มันคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
🧠 วิธีคิดที่ปิดช่องว่างนี้
ทางออกไม่ได้เริ่มที่การขยันหาความรู้น้อยลง แต่เริ่มที่การเปลี่ยนสถานะของคำว่า “รู้แล้ว” ในหัวเราเสียใหม่ แทนที่จะมองมันเป็นเส้นชัยที่บอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว ให้มองมันเป็นเส้นสตาร์ทที่เพิ่งเริ่มต้น การรู้ว่าควรฟังก่อนตอบ ไม่ได้แปลว่าเราฟังเป็น มันแค่แปลว่าเราพร้อมจะเริ่มฝึกฟังในการประชุมครั้งหน้า
พอมองแบบนี้ คำถามที่เราถามตัวเองหลังเรียนรู้อะไรสักอย่างก็จะเปลี่ยนไป จากเดิมที่ถามว่า “เข้าใจไหม” ซึ่งตอบว่าเข้าใจได้ง่ายมาก กลายเป็นถามว่า “แล้วพรุ่งนี้ฉันจะลองทำอันไหนจริง ๆ หนึ่งอย่าง” คำถามหลังนี้ตอบยากกว่า เพราะมันบังคับให้เราเลือกการกระทำที่จับต้องได้ออกมาหนึ่งชิ้น ไม่ใช่แค่พยักหน้าเห็นด้วย
และเมื่อลงมือทำจริง สิ่งที่ตามมาคือข้อมูลอีกชุดที่การอ่านให้เราไม่ได้ เราจะได้เห็นว่าตรงไหนที่รู้แล้วแต่ทำไม่ได้จริง ตรงไหนที่ทฤษฎีสวยแต่พอเจอสถานการณ์จริงกลับไม่เข้ารูป ความติดขัดพวกนี้แหละที่จะบอกเราได้แม่นกว่าใครว่าเรายังขาดความรู้เรื่องอะไร แล้วค่อยกลับไปหาความรู้เพิ่มอย่างมีเป้า วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คือลอง แล้วสังเกตว่าอะไรเวิร์กไม่เวิร์ก แล้วลองใหม่ นี่คือวงจรที่ทำให้ความรู้ค่อย ๆ กลายเป็นทักษะ
คนที่โตเร็วในที่ทำงานจึงไม่ใช่คนที่รู้เยอะที่สุดเสมอไป แต่มักเป็นคนที่มีช่องว่างระหว่างสิ่งที่รู้กับสิ่งที่ทำแคบที่สุด พวกเขาไม่ได้เก็บความรู้ไว้ในหัวเป็นคลังที่สวยงามแต่ไม่เคยถูกหยิบมาใช้ พวกเขาเอามันออกมาลองอยู่ตลอด
ลองสำรวจดูสักครั้งว่าในหัวเรามีความรู้อยู่กี่อย่างที่เรารู้ว่ามันดี เห็นด้วยเต็มร้อย แต่ไม่เคยลงมือทำจริงสักที ถ้ามีเยอะ ข่าวดีคือเราอาจไม่ได้ต้องการความรู้เพิ่มอีกเลยในตอนนี้ เราแค่ต้องการเลือกมาสักหนึ่งอย่าง แล้วเริ่มทำมันในวันพรุ่งนี้
——————————————————
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน
dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี
หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น
✏️Analytical Thinking
✏️Critical Thinking
✏️Strategic Thinking
✏️Six Thinking Hats
✏️Business Storytelling
สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots



ความคิดเห็น