ก่อนจะสอนน้อง ต้องรู้ก่อนว่าเขาติดที่ “ไม่รู้” “ไม่เข้าใจ” หรือ “ไม่กล้า”
- 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

มีตัวเลขหนึ่งจากการสำรวจด้านการพัฒนาผู้นำในปี 2026 ที่น่าหยุดคิดไม่น้อย โดยเมื่อถามองค์กรว่าหัวหน้าของตัวเองโค้ชและให้ฟีดแบ็กได้ดีแค่ไหนในระดับหนึ่งถึงสิบ มีถึงราวห้าสิบหกเปอร์เซ็นต์ที่ให้คะแนนห้าหรือต่ำกว่า และมีเพียงราวสิบสี่เปอร์เซ็นต์ที่ให้คะแนนแปดขึ้นไป
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ตัวเลขที่ต่ำ แต่คือการที่หัวหน้าเกือบทุกคนสอนงานอยู่ทุกวัน แล้วผลลัพธ์ยังออกมาแบบนี้ แปลว่าปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ “สอนน้อยไป” และไม่น่าจะอยู่ที่เทคนิคการพูดและสื่อสารระหว่างหัวหน้ากับทีมงาน และต่อให้เพิ่มการสอนมากก็ขึ้นก็ใช่ว่าจะได้ผลดีขึ้น
🧠 เรากระโดดไปที่วิธีแก้ ก่อนจะรู้ว่ามันเป็นปัญหาอะไร
ฉากที่เกิดซ้ำในทีมส่วนใหญ่จะทำนองว่า น้องส่งงานมา งานไม่ได้อย่างที่คิดไว้ หัวหน้าเปิดไฟล์ดูสามนาที แล้วเริ่มอธิบายว่าที่ถูกควรทำยังไง อธิบายเสร็จก็ให้กลับไปแก้ ทุกฝ่ายรู้สึกว่าวันนี้ได้สอนงานและได้เรียนรู้กันแล้ว
ปัญหาคือคำอธิบายชุดเดียวนั้นถูกใช้กับสาเหตุที่ต่างกันมาก งานที่ไม่ได้ตามคาดชิ้นหนึ่งอาจเกิดเพราะน้องไม่รู้ว่ามีข้อมูลชุดนี้อยู่ อีกชิ้นอาจเกิดเพราะเขามีข้อมูลครบแต่ตีความโจทย์คนละแบบกับเรา และอีกชิ้นอาจเกิดเพราะเขารู้และเข้าใจดี แต่ไม่กล้าเสนอทางที่ต่างจากที่หัวหน้าเคยพูดไว้ในที่ประชุม
สามอย่างนี้คือคนละโรค แต่เราจ่ายยาตัวเดียวกันเพราะอาการภายนอกเหมือนกัน
🧠 แยกให้ออกสามแบบ แล้ววิธีพัฒนาจะเปลี่ยนทันที
สิ่งสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจกับคนเป็นหัวหน้าคือการเข้าใจปัญหาสามแบบนี้ที่แตกต่างกัน
แบบแรกคือ “ไม่รู้” ซึ่งเป็นช่องว่างของข้อมูล น้องไม่เคยเห็นรายงานฉบับก่อน ไม่รู้ว่าลูกค้าเจ้านี้เคยปฏิเสธแนวทางนี้มาแล้ว หรือไม่รู้ว่าทีมข้าง ๆ ทำเรื่องคล้ายกันอยู่ อาการนี้แก้ง่ายที่สุดและเป็นแบบเดียวที่การบอกตรง ๆ ได้ผลจริง
แบบที่สองคือ “ไม่เข้าใจ” ซึ่งเป็นช่องว่างของวิธีคิด เขามีข้อมูลครบ แต่ประกอบมันไม่เหมือนเรา เพราะเขายังไม่มีกรอบที่เราใช้ตัดสินว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร อาการนี้แก้ไม่ได้ด้วยการบอกคำตอบ เพราะถ้าบอก เขาจะได้คำตอบของงานชิ้นนี้ไป แล้วชิ้นหน้าก็ติดที่เดิม สิ่งที่ได้ผลคือให้เขาเล่าก่อนว่าทำไมถึงเลือกทางนี้ แล้วเราค่อยชี้ว่าตอนที่เราอ่านโจทย์เดียวกัน เราให้น้ำหนักอะไรต่างจากเขาตรงไหน สิ่งที่เราส่งมอบคือเกณฑ์ ไม่ใช่คำตอบ
แบบที่สามคือ “ไม่กล้า” ซึ่งเป็นช่องว่างของความปลอดภัย เขารู้ เขาเข้าใจ และเขาเห็นทางที่ดีกว่า แต่เขาประเมินแล้วว่าการเสนอมันมีความเสี่ยงมากกว่าการทำตามที่คาดว่าหัวหน้าอยากได้ อาการนี้เป็นแบบเดียวที่ยิ่งสอนยิ่งแย่ เพราะทุกครั้งที่เราอธิบายว่าที่ถูกคืออะไร เรากำลังยืนยันกับเขาว่าการเดาใจหัวหน้าคือกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุด
🧠 ถามหนึ่งคำถามก่อนจะเริ่มสอน
เครื่องมือที่เรามักแนะนำให้คนเป็นหัวหน้าใช้งานเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างไม่ซับซ้อนคือก่อนจะเปิดปากอธิบาย ให้ถามคำถามเดียวว่า "ตอนที่ตัดสินใจทำแบบนี้ ตอนนั้นเห็นอะไรอยู่บ้าง"
คำตอบจะแยกสามแบบข้างต้นออกจากกันเกือบทันที ถ้าเขาเล่าแล้วขาดข้อมูลบางชิ้น นั่นคือแบบแรก ถ้าข้อมูลครบแต่ลำดับความสำคัญคนละแบบ นั่นคือแบบที่สอง และถ้าเขาลังเลก่อนตอบ หรือตอบว่าคิดอีกทางไว้เหมือนกันแต่ไม่แน่ใจว่าจะเสนอดีไหม นั่นคือแบบที่สาม ซึ่งเป็นคำตอบที่เราต้องฟังให้ดีที่สุด เพราะมันไม่ได้บอกเรื่องน้อง มันบอกเรื่องเรา
นี่คือจุดที่การพัฒนาคนวกกลับมาที่การคิด กรอบ 70-20-10 บอกว่าคนโตจากหน้างานเป็นหลัก แต่หน้างานจะสอนอะไรได้ก็ต่อเมื่อมีคนช่วยชี้ว่าที่พลาดไปนั้นพลาดตรงชั้นไหน การวินิจฉัยจึงไม่ใช่ขั้นตอนเสริมก่อนสอน มันคือตัวการพัฒนาคนเอง
🧠 การพัฒนาคนอยู่ที่ความใส่ใจและมองให้เห็นปัญหา
หัวหน้าที่พัฒนาคนได้จริง ไม่ได้เก่งเรื่องอธิบายมากกว่าคนอื่น เขาแค่ใช้เวลาสามนาทีแรกไปกับการหาว่าปัญหาอยู่ชั้นไหน ก่อนจะเลือกว่าจะพูดอะไร
ครั้งล่าสุดที่งานของทีมออกมาไม่ตรงที่คุณคิดไว้ คุณรู้หรือเปล่าว่าเขาติดที่ชั้นไหน หรือคุณเริ่มอธิบายไปก่อนแล้วกันล่ะ
——————————————————
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน
dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี
หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น
✏️Analytical Thinking
✏️Critical Thinking
✏️Strategic Thinking
✏️Six Thinking Hats
✏️Business Storytelling
สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots



ความคิดเห็น