การเขียนเพื่อบันทึก กับ การเขียนเพื่อคิด ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และคนเล่าเรื่องเก่งใช้อย่างหลัง
- 3 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

การเขียนเพื่อบันทึก กับการเขียนเพื่อคิด เป็นสองกิจกรรมที่ใช้แป้นพิมพ์เหมือนกันแต่ทำงานคนละแบบและส่งผลกับสมองเราต่างกัน
อย่างแรกคือการย้ายสิ่งที่คิดจบแล้วออกจากหัวมาไว้ในที่ที่ไม่ลืม เช่น จดสรุปประชุม ทำรายการสิ่งที่ต้องทำ ส่วนอย่างหลังคือการใช้การเขียนเป็นเครื่องมือค้นหาว่าจริง ๆ แล้วเราคิดอะไรอยู่ ซึ่งมักจบลงด้วยการค้นพบว่าสิ่งที่นึกว่าคิดไว้แล้ว ยังมีรูโหว่อยู่หลายจุด
งานวิจัยด้านการเล่าเรื่องที่เผยแพร่ในปีนี้ให้มุมที่น่าสนใจกับเรื่องนี้ นักวิจัยเปรียบเทียบการเล่าเรื่องเดียวกันผ่านการเขียนกับการพูด แล้วพบว่าช่องทางที่ใช้ไม่ได้ส่งผลแค่กับคนฟัง แต่ส่งผลกับ “คนเล่า” ด้วย การเขียนดึงให้คนเล่าจัดโครงความคิดมากกว่า และผลของการจัดโครงนั้นย้อนกลับมาเปลี่ยนความรู้สึกที่คนเล่ามีต่อเรื่องของตัวเอง
พูดง่าย ๆ คือ เราไม่ได้แค่ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิดที่มีอยู่แล้ว ภาษาที่เราเลือกใช้กลับไปเปลี่ยนความคิดนั้นด้วย
เหตุผลอยู่ที่ความต่างของแรงกดดันในสองสถานการณ์ ตอนพูด เรามีตัวช่วยเยอะมากที่ปิดรอยรั่วของความคิดได้โดยไม่ต้องแก้ความคิดจริง ๆ น้ำเสียง จังหวะหยุด สีหน้า การพูดว่า “ประมาณนี้แหละ” แล้วให้คนฟังเติมช่องว่างเอง คนฟังส่วนใหญ่ก็ให้เกียรติเราด้วยการพยักหน้า ทั้งที่อาจยังไม่เก็ตร้อยเปอร์เซ็นต์ ความคลุมเครือเลยผ่านไปได้
ตอนเขียน ตัวช่วยพวกนั้นหายไปหมด ประโยคที่ยังคิดไม่ตกจะนั่งอยู่บนหน้าจอและดูแปลกตาทันที เราต้องเลือกว่าอะไรมาก่อนอะไร ต้องตัดสินใจว่าสิ่งนี้เป็นสาเหตุหรือเป็นผล ต้องหาคำที่ตรงกว่าคำว่า “ประมาณนี้” หน้าจอเปล่าจึงเป็นบรรณาธิการที่ซื่อสัตย์ที่สุดที่เราจะหาได้ เพราะมันไม่พยักหน้าให้เรา
นี่คือเหตุผลที่คนเล่าเรื่องเก่งหลายคนไม่ได้เก่งเพราะเทคนิคการพูดบนเวที แต่เพราะเขาผ่านขั้นตอนการเขียนมาก่อน ความชัดที่คนฟังได้ยินในนาทีที่สิบ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เขานั่งเขียนย่อหน้าที่สามใหม่เป็นครั้งที่สี่
ในที่ทำงานเราเห็นความต่างนี้ชัดเวลาคนเสนอเรื่องเดียวกันสองรอบ รอบแรกคุยปากเปล่าในห้อง ฟังดูเข้าท่า ทุกคนเห็นด้วย พอบอกให้เขียนเป็นเอกสารหนึ่งหน้าก่อนตัดสินใจ กลับกลายเป็นว่าเขียนไม่ออก ไม่ใช่เพราะเขียนไม่เก่ง แต่เพราะพอต้องเรียงเป็นลำดับ จึงเห็นว่าท่อนกลางของเหตุผลหายไปหนึ่งท่อน สิ่งที่การเขียนทำในกรณีนี้ไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือการตรวจสอบคุณภาพของความคิดก่อนที่มันจะไปถึงคนอื่น
มีอีกด้านหนึ่งที่ควรระวัง งานวิจัยชิ้นเดียวกันชี้ว่าการเล่าเรื่องซ้ำ ๆ ทำให้คนเล่ารู้สึกเชื่อในเรื่องของตัวเองมากขึ้นด้วย ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นดาบสองคม เพราะมันเพิ่มขึ้นจากความลื่นไหลของการเล่า ไม่ใช่จากหลักฐานที่เพิ่มขึ้น คนที่ซ้อมพรีเซนต์มายี่สิบรอบจึงมั่นใจกว่าคนที่เพิ่งซ้อมสองรอบเสมอ ทั้งที่ข้อมูลชุดเดียวกัน
ทางที่ดีจึงเป็นการใช้การเขียนเพื่อทั้งจัดระเบียบและตรวจสอบ ไม่ใช่แค่เพื่อขัดให้ลื่น วิธีง่าย ๆ คือหลังเขียนร่างเสร็จ ให้กลับไปทำเครื่องหมายที่ประโยคซึ่งเป็นข้อสรุป แล้วถามทีละอันว่าอันนี้มาจากข้อมูลจริง จากประสบการณ์ของเรา หรือจากการที่มันเขียนแล้วฟังดูดี ประโยคประเภทสุดท้ายมักเป็นประโยคที่ไพเราะที่สุดในร่างนั้นพอดี
สำหรับคนที่รู้สึกว่าไม่มีเวลาเขียน ข่าวดีคือของที่ให้ผลมากที่สุดไม่ใช่เอกสารยาว แต่คือหนึ่งย่อหน้าก่อนเข้าประชุม เขียนสามประโยคว่าเราจะเสนออะไร เพราะอะไร และอะไรคือสิ่งที่เรายังไม่แน่ใจ การเขียนสามประโยคนี้ใช้เวลาห้านาที และมันเปลี่ยนคุณภาพของการพูดสามสิบนาทีถัดไปได้มากกว่าการซ้อมพูดในหัวอีกสิบรอบ
จุดที่อยากให้กลับมามองคือความสัมพันธ์ระหว่างการคิดกับการสื่อสาร เรามักมองว่าการสื่อสารเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ต่อท้ายจากการคิด เหมือนการห่อของขวัญหลังจากเลือกของเสร็จแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ การพยายามอธิบายให้คนอื่นเข้าใจคือหนึ่งในเครื่องมือคิดที่แรงที่สุดที่เรามี เพราะมันบังคับให้ความคิดที่ยังเป็นก้อนหมอกกลายเป็นรูปทรงที่จับต้องได้
ถ้าเรื่องที่คุณกำลังจะเสนอสัปดาห์นี้ ต้องเขียนให้จบในหนึ่งย่อหน้าโดยห้ามใช้คำว่า “ประมาณ” หรือ “ทำนองว่า” มันจะยังเหลือเนื้อความอยู่กี่บรรทัด
——————————————————
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน
dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี
หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น
✏️Analytical Thinking
✏️Critical Thinking
✏️Strategic Thinking
✏️Six Thinking Hats
✏️Business Storytelling
สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots



ความคิดเห็น