top of page

ถ้าคุณทำถูกเกือบทุกครั้ง แปลว่าคุณกำลังฝึกของที่ทำได้อยู่แล้วและไม่ได้เกิดการเรียนรู้เพิ่มเติม

  • 57 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

เมื่อปี 2019 - ทีมวิจัยนำโดย Robert Wilson จาก University of Arizona ร่วมกับนักวิจัยจาก Brown, UCLA และ Princeton เผยแพร่งานชื่อ “The Eighty Five Percent Rule for Optimal Learning” ในวารสาร Nature Communications โดยข้อสรุปของมันคือ ระบบที่เรียนรู้จากความผิดพลาดจะพัฒนาเร็วที่สุดเมื่อความยากของโจทย์อยู่ในระดับที่ทำถูกประมาณ 85% และพลาดประมาณ 15%


ที่ต้องรู้ประกอบงานวิจัยชิ้นนี้คือเป็นทดลองกับอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เป็นหลัก แล้วพบว่ารูปแบบเดียวกันปรากฏในงานวิจัยการเรียนรู้ของสัตว์ที่มีมาก่อน หน้า นั่นทำให้นักวิจัยจึงเสนอว่ามันน่าจะใช้ได้กับการเรียนรู้เชิงการรับรู้ของมนุษย์ด้วยโดยแม้ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกทักษะ แต่มันก็เป็นเข็มทิศที่ชี้ทิศทางได้ดีมากเหมือนกันในบริบทของการพัฒนาบุคคล


และที่สำคัญคือทิศทางที่มันชี้นั้นขัดกับสัญชาตญาณของคนทำงานเกือบทั้งหมดที่พยายามโฟกัสกับสิ่งที่เราทำได้ดีอยู่แล้วและคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ดี


🧠 ความรู้สึกว่า “ทำได้ดี” คือสัญญาณที่อ่านยากที่สุด


เวลาเราฝึกอะไรก็ตาม ตัวชี้วัดที่เราใช้โดยไม่รู้ตัวคือความรู้สึกลื่นไหล ถ้าทำแล้วราบรื่น ไม่สะดุด ไม่ต้องคิดเยอะ เราจะสรุปว่าวันนี้ทำได้ดี เราเก่งขึ้น แต่ถ้าตีความตามงานวิจัยชิ้นดังกล่าวแล้ว ความราบรื่นแบบนั้นแปลได้อีกอย่างหนึ่ง คือโจทย์ตรงหน้าง่ายเกินกว่าที่จะทำให้เราเปลี่ยนแปลง


คนทำงานที่อยู่ในตำแหน่งเดิมมาห้าปีมักเจอสภาวะนี้ งานที่ทำอยู่คือสิ่งที่เก่งแล้ว อัตราความผิดพลาดต่ำมาก ทุกอย่างดูดีในสายตาคนอื่น แต่ในเชิงการเรียนรู้ ห้าปีนั้นอาจเท่ากับหนึ่งปีที่ทำซ้ำห้ารอบ เพราะไม่มีจุดไหนเลยที่ระบบได้รับสัญญาณว่าต้องปรับตัว


อีกด้านหนึ่งก็อันตรายพอกัน คนที่กระโดดเข้าไปในงานที่ยากเกินตัวมาก อัตราพลาดสูงจนไม่เหลือแบบแผนให้เรียนรู้ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่ทักษะ แต่คือความรู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหน ซึ่งทำให้เลิกกลางทางก่อนที่การเรียนรู้จะเริ่มด้วยซ้ำ


🧠 แปลตัวเลขให้เป็นวิธีคิด ไม่ใช่เป็นสูตร


ตัวเลขของกฎ 85% ไม่ได้อยู่ที่การไปนั่งนับว่าวันนี้พลาดกี่เปอร์เซ็นต์ แต่อยู่ที่มันให้ “เกณฑ์ใหม่” ในการเลือกงานและเลือกวิธีฝึก จากเดิมที่เราถามว่างานนี้ทำได้ไหม เปลี่ยนเป็นถามว่างานนี้มีโอกาสให้เราพลาดแบบมีความหมายบ้างหรือเปล่า


ลองเอาไปใช้กับการอ่านหนังสือ ถ้าอ่านแล้วเข้าใจทุกบรรทัด รู้สึกดีแต่ได้น้อย เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่คือสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วในภาษาใหม่ หนังสือที่ทำให้ต้องหยุดอ่านซ้ำบางย่อหน้า และมีสักบทที่ต้องกลับมาอ่านรอบสอง คือหนังสือที่อยู่ในโซนที่พาเราไปต่อได้


หรือใช้กับการนำเสนองาน ถ้าทุกครั้งที่เสนอ ไม่มีคำถามไหนที่เราตอบไม่ได้เลย แปลว่าเรากำลังเสนอเรื่องที่ปลอดภัยเกินไป หรือเลือกห้องที่ปลอดภัยเกินไป การเจอคำถามที่ตอบไม่ได้สักหนึ่งถึงสองคำถามต่อครั้ง คือระดับที่ทำให้เรากลับไปคิดต่อจริง ๆ


ในการทำงานประจำวัน วิธีที่ทำได้ทันทีคือแบ่งเวลาให้ชัดระหว่างงานสองประเภท งานประเภทแรกคืองานที่ต้องส่งมอบด้วยความมั่นใจ ตรงนี้ควรอยู่ในโซนที่เราทำได้แม่น ส่วนงานประเภทที่สองคืองานที่ตั้งใจให้ตัวเองพลาดได้ ซึ่งควรเป็นงานที่ผลกระทบจำกัดแต่ความยากสูงกว่าปกติหนึ่งขั้น คนที่โตเร็วไม่ได้ทำงานยากตลอดเวลา แต่เขามีช่องนี้อยู่ในสัปดาห์เสมอ


🧠 กลับมาที่วิธีคิด


สิ่งที่กฎนี้บอกจริง ๆ ไม่ใช่ว่า “ต้องพลาด 15%” แต่คือความผิดพลาดคือ “ข้อมูล” ที่ระบบใช้ปรับตัว ถ้าไม่มีข้อมูลเข้ามา ก็ไม่มีอะไรให้ปรับ การพัฒนาตัวเองจึงไม่ได้วัดที่ความขยันหรือจำนวนชั่วโมง แต่วัดที่ว่าเราได้รับสัญญาณแก้ไขมากพอหรือเปล่า


คำถามที่ควรถามตัวเองสิ้นสัปดาห์จึงไม่ใช่ “สัปดาห์นี้ทำอะไรไปบ้าง” แต่คือ “สัปดาห์นี้มีอะไรที่เราทำแล้วไม่ผ่าน แล้วได้รู้ว่าทำไม” ถ้าคำตอบคือไม่มีเลยติดกันหลายสัปดาห์ นั่นอาจไม่ใช่สัญญาณว่าเราเก่งขึ้น แต่คือสัญญาณว่าเราหยุดอยู่ในระยะที่ปลอดภัยนานเกินไปแล้ว


——————————————————

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน


dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี


หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น


✏️Analytical Thinking

✏️Critical Thinking

✏️Strategic Thinking

✏️Six Thinking Hats

✏️Business Storytelling


สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page