top of page

งานที่ส่งมาแล้ว “ไม่ตรงที่คิดไว้” เราสั่งไม่ชัด หรือเขาคิดไม่ถึง

  • 1 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

งานส่งกลับมาแล้วรู้สึกว่า “ไม่ใช่แบบที่คิดไว้” คำถามที่หัวหน้าส่วนใหญ่ถามในใจคือ ทำไมเขาถึงคิดไม่ถึง แต่คำถามที่ให้ประโยชน์มากกว่าคือ ตอนที่สั่งงาน ภาพในหัวเรามีรายละเอียดอะไรบ้างที่ไม่ได้ออกมาเป็นคำพูด


คำถามนี้ไม่ใช่การโทษตัวเอง มันคือการตรวจสอบระบบ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในสถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่ความไม่ใส่ใจของคนทำ แต่คือช่องว่างระหว่างเกณฑ์ที่หัวหน้ามี กับเกณฑ์ที่ถูกส่งต่อออกไป


เกณฑ์ที่มีอยู่แต่ไม่เคยถูกพูด


คนที่ทำงานมานานพอจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ภาพของงานที่ดี” อยู่ในหัว มันประกอบด้วยรายละเอียดจำนวนมาก เช่น รายงานนี้ควรยาวเท่าไร ควรมีข้อมูลเปรียบเทียบไหม ควรพูดกับใครก่อนส่ง ควรเผื่อทางเลือกไว้กี่ทาง ทั้งหมดนี้ชัดเจนมากในหัวเจ้าตัว จนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ใคร ๆ ก็ควรรู้


ปัญหาคือความรู้สึกว่า “ใคร ๆ ก็ควรรู้” นั้นเอง คืออาการของสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่าคำสาปของความรู้ พอเรารู้อะไรแล้ว เราจะนึกภาพสภาวะของคนที่ยังไม่รู้ไม่ออกอีกต่อไป และเกณฑ์ที่ละเอียดที่สุดของเรา ก็มักเป็นเกณฑ์ที่เรารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องอธิบาย


คำแนะนำจากฝั่งการบริหารจึงมักชี้ไปที่เรื่องเดียวกัน คือความล้มเหลวของการมอบหมายงานส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากทักษะของคนรับ แต่มาจากความคาดหวังที่คลุมเครือหรือไม่เคยถูกระบุ หัวหน้าคิดว่าสื่อสารชัดแล้ว ส่วนคนทำเดินออกจากห้องโดยยังไม่แน่ใจว่าอะไรคือ “เสร็จ”


เพิ่มคำอธิบาย ไม่เท่ากับเพิ่มความชัด


ทางแก้ที่คนส่วนใหญ่เลือกคืออธิบายให้ยาวขึ้น ซึ่งช่วยได้บ้าง แต่ไม่ตรงจุด เพราะสิ่งที่ขาดไม่ใช่ปริมาณคำ แต่คือ “เกณฑ์ตัดสิน”


ความต่างอยู่ตรงนี้ การอธิบายบอกว่าให้ทำอะไร ส่วนเกณฑ์บอกว่าจะรู้ได้ยังไงว่าทำถูก สองอย่างนี้คนละชนิดกัน และอย่างหลังคือสิ่งที่คนทำงานต้องใช้ตอนอยู่คนเดียวหน้าจอตอนสี่ทุ่ม เวลาที่ต้องเลือกว่าจะใส่หรือไม่ใส่อะไรลงไป


ในทางปฏิบัติ เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงมักตอบสามเรื่อง คนอ่านงานนี้คือใครและเขาจะเอาไปตัดสินใจอะไร งานชิ้นนี้ถือว่าดีเมื่อมันทำอะไรได้ และอะไรที่ไม่ต้องมีก็ได้ ข้อสุดท้ายมักถูกลืมมากที่สุด ทั้งที่มันช่วยประหยัดเวลาคนทำได้มากที่สุด


วิธีที่ใช้เวลาสามนาทีแต่เปลี่ยนผลลัพธ์


ก่อนจบการมอบหมายงาน ลองเปลี่ยนประโยคปิดจาก “มีคำถามอะไรไหม” ซึ่งเกือบทุกครั้งได้คำตอบว่าไม่มี เป็นการขอให้อีกฝ่ายเล่ากลับว่าเขาเข้าใจว่าต้องส่งอะไร ให้ใคร ในรูปแบบไหน


การเล่ากลับใช้เวลาไม่ถึงสามนาที แต่มันเปิดเผยช่องว่างที่คำถามปลายเปิดไม่มีวันเปิดเผย เพราะคนเราไม่ถามในสิ่งที่เราไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้


อีกวิธีที่ได้ผลคือให้ตัวอย่างของงานที่เคยผ่าน แล้วบอกว่าชอบตรงไหนเพราะอะไร คำว่า “เพราะอะไร” สำคัญกว่าตัวอย่าง เพราะมันคือการส่งต่อเกณฑ์ ไม่ใช่ส่งต่อรูปแบบ ถ้าให้แค่ตัวอย่าง เราจะได้งานที่หน้าตาเหมือนเดิมแต่คิดไม่เป็น ถ้าให้เกณฑ์ด้วย เราจะได้คนที่ตัดสินใจแทนเราได้ในครั้งต่อไป


และสำหรับคนที่รับงาน วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือถามคำถามเดียวก่อนเริ่มลงมือ ว่างานชิ้นนี้จะถูกเอาไปใช้ตัดสินใจอะไร คำตอบของคำถามนี้มักบอกทุกอย่างที่คำสั่งไม่ได้บอก


การมอบหมายงานที่ดีจึงไม่ใช่การบอกให้ครบทุกขั้นตอน แต่คือการทำให้ “ภาพของงานที่ดี” ที่เคยอยู่ในหัวคนเดียว กลายเป็นสิ่งที่สองคนมองเห็นตรงกันก่อนเริ่มงาน


——————————————————

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน


dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี


หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น


✏️Analytical Thinking

✏️Critical Thinking

✏️Strategic Thinking

✏️Six Thinking Hats

✏️Business Storytelling


สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots


 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page