คำถามที่ขึ้นต้นด้วย “ทำไม” อาจได้ “คำแก้ตัว” กลับมา ส่วนคำถามที่ขึ้นต้นด้วย “อะไร” อาจได้ “ข้อมูล”

คำถามที่ดีที่สุดในห้องประชุม อาจไม่ได้ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ทำไม”
ประโยคนี้ฟังดูขัดกับสิ่งที่เราถูกสอนมาตลอด เพราะ “ทำไม” คือคำถามของคนช่างสงสัย เป็นเครื่องมือของการหาสาเหตุ และเป็นหัวใจของเทคนิคอย่าง 5 Whys แต่ในการสนทนาระหว่างคนกับคน โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องที่ไม่เป็นไปตามคาดอยู่บนโต๊ะ คำว่า “ทำไม” มักทำงานคนละแบบกับที่เราตั้งใจ
🔴 สิ่งที่ “ทำไม” ทำกับคนฟัง
Tasha Eurich นักจิตวิทยาองค์กรที่ศึกษาเรื่อง Self-awareness (การรู้จักตัวเอง) ในคนทำงานหลายพันคน พบผลที่สวนความคาดหมาย คือคนที่ชอบถามตัวเองด้วยคำว่า “ทำไม” ไม่ได้รู้จักตัวเองดีกว่าคนอื่น และในหลายกรณีกลับแย่กว่า เพราะคำถาม “ทำไม” ไปกระตุ้นโหมด “แต่งเรื่อง” ของสมอง เราไม่ได้เข้าถึงสาเหตุจริง แต่เราหยิบคำอธิบายที่ฟังดูดีและสบายใจที่สุดขึ้นมาแล้วหยุดตรงนั้น ส่วนคนที่รู้จักตัวเองได้ดีกว่า มักถามด้วยคำว่า “อะไร” เช่น “อะไรเกิดขึ้น” “อะไรที่ต่างจากครั้งก่อน” “อะไรที่ทำได้อีก” ซึ่งพาไปสู่การสังเกตมากกว่าการหาเหตุผล
ถ้าคำว่า “ทำไม” ทำแบบนี้กับตัวเราเองได้ ลองคิดว่ามันทำอะไรกับคนอื่นที่ถูกถาม “ทำไมงานถึงส่งช้า” คนฟังไม่ได้ยินคำถาม แต่ได้ยินคำกล่าวหา และสิ่งที่สมองทำโดยอัตโนมัติคือเตรียมคำแก้ต่าง เขาจะเล่าว่าระบบล่ม ทีมข้าง ๆ ส่งของช้า ลูกค้าเปลี่ยนโจทย์ ซึ่งอาจจริงทั้งหมด แต่มันคือ “เรื่องเล่าเพื่อป้องกันตัว” ไม่ใช่ “ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา” และคนถามก็จะเดินออกจากห้องด้วยความรู้สึกว่าได้ฟังข้ออ้าง ทั้งที่ตัวเองเป็นคนเปิดประตูให้ข้ออ้างเข้ามาเอง
🔴 คำถามเดียวกัน เปลี่ยนคำขึ้นต้น เปลี่ยนคำตอบทั้งหมด
เทียบสองประโยคนี้ในสถานการณ์เดียวกัน “ทำไมลูกค้าถึงไม่พอใจ” กับ “อะไรคือสิ่งแรกที่ลูกค้าพูดตอนโทรมา” ประโยคแรกเชิญให้ตีความและตัดสิน ประโยคที่สองเชิญให้เล่าข้อเท็จจริง หรือ “ทำไมไม่บอกก่อน” กับ “ตอนไหนที่เริ่มรู้ว่าจะไม่ทัน แล้วตอนนั้นคิดอะไรอยู่” ประโยคแรกจบที่ความรู้สึกผิด ประโยคที่สองเปิดให้เห็นกระบวนการตัดสินใจของอีกฝ่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่หัวหน้าต้องการรู้จริง ๆ
หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่การเลี่ยงคำว่า “ทำไม” ราวกับเป็นคำต้องห้าม แต่คือการเข้าใจว่าแต่ละคำขึ้นต้นกำลัง “ขอ” อะไรจากคนฟัง “ทำไม” ขอเหตุผล และเหตุผลเป็นสิ่งที่คนสร้างขึ้นได้เสมอ “อะไร” “ตอนไหน” “แบบไหน” ขอการสังเกต และการสังเกตปลอมได้ยากกว่ามาก เวลาที่เราต้องการเข้าใจสถานการณ์ เราจึงควรขอสิ่งที่ปลอมได้ยาก
🔴 นี่คือเรื่องของการคิด ไม่ใช่แค่มารยาท
หลายคนอาจมองว่านี่คือเทคนิคการพูดให้นุ่มนวล แต่จริง ๆ แล้วมันคือเรื่องของคุณภาพข้อมูลที่เราจะได้กลับมาเพื่อใช้คิดต่อ คำถาม “ทำไม” ให้ข้อสรุปที่อีกฝ่ายสรุปมาแล้ว ส่วนคำถาม “อะไร” ให้วัตถุดิบที่เรายังสรุปเองได้ และคนที่คิดคมมักอยากได้วัตถุดิบมากกว่าข้อสรุปของคนอื่น เพราะข้อสรุปนั้นผ่านการกรองด้วยความกลัวและความอยากดูดีของผู้เล่ามาแล้วชั้นหนึ่ง
ส่วน “ทำไม” เองก็ยังมีที่ทางของมัน คือใช้กับ “ระบบ” ไม่ใช่กับ “คน” ถามว่าทำไมกระบวนการนี้ถึงมีขั้นตอนอนุมัติสามชั้น ถามว่าทำไมตัวเลขสองรายงานถึงไม่ตรงกัน คำถามแบบนี้ไม่มีใครต้องป้องกันตัว และมันพาไปหาสาเหตุเชิงโครงสร้างได้ดี แต่ทันทีที่ประธานของประโยคกลายเป็นคนตรงหน้า ให้เปลี่ยนคำขึ้นต้นเสีย
การสื่อสารที่ดีเริ่มจากการคิดให้ชัดว่าเราต้องการอะไรจากบทสนทนานี้ ถ้าต้องการให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด “ทำไม” ทำหน้าที่ได้ดีมาก แต่ถ้าต้องการเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเพื่อจะแก้มันได้ เราต้องถามด้วยคำที่ทำให้อีกฝ่าย “เล่า” ไม่ใช่ “แก้ต่าง”
ครั้งต่อไปที่คำว่า “ทำไม” กำลังจะหลุดออกจากปาก ลองหยุดครึ่งวินาทีแล้วถามตัวเองว่า เราอยากได้เหตุผลของเขา หรืออยากได้ภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพราะสองอย่างนี้แทบไม่เคยเป็นสิ่งเดียวกัน
——————————————————
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน
dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี
หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น
✏️Analytical Thinking
✏️Critical Thinking
✏️Strategic Thinking
✏️Six Thinking Hats
✏️Business Storytelling
สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots



ความคิดเห็น