top of page

อย่าเพิ่งแก้ปัญหา ถ้ายังไม่เข้าใจพื้นที่: บทเรียนจากวิธีการทรงงานของรัชกาลที่ 9 ที่ผู้บริหารยุค Data-Driven ไม่ควรมองข้าม

11 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

ผู้บริหารในยุคปัจจุบันสามารถรู้ยอดขายของทุกสาขาได้ภายในไม่กี่วินาที รู้ว่าพนักงานคนไหนทำผลงานต่ำกว่าเป้า รู้ว่ากระบวนการใดใช้เวลามากเกินไป และสามารถเปิด Dashboard เพื่อตรวจสอบตัวเลขแทบทุกอย่างได้โดยไม่ต้องลุกจากโต๊ะทำงาน


แต่คำถามสำคัญคือ การมีข้อมูลมากขึ้น ทำให้เราเข้าใจปัญหามากขึ้นจริงหรือไม่?


หลายองค์กรมีระบบรายงานที่ทันสมัย แต่กลับตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องพื้นฐาน ผู้บริหารเห็น Productivity ลดลงจึงสั่งเพิ่ม KPI เห็นยอดขายตกจึงสั่งอบรมพนักงานขาย เห็นลูกค้าร้องเรียนจึงเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบ โดยไม่เคยลงไปทำความเข้าใจว่าเหตุใดปัญหาเหล่านั้นจึงเกิดขึ้นตั้งแต่แรก


เราอาจกำลังอยู่ในยุคที่ผู้บริหารเข้าถึงข้อมูลได้มากที่สุด แต่กลับอยู่ห่างจากความเป็นจริงของหน้างานมากกว่าที่เคย


และนี่ทำให้วิธีการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีบทเรียนสำคัญที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารองค์กรในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ


🔴 แผนที่บอกตำแหน่งของปัญหา แต่ไม่ได้บอกทุกอย่างเกี่ยวกับปัญหา


ภาพที่คนไทยจำนวนมากคุ้นเคยคือภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมแผนที่และอุปกรณ์ทรงงาน ทรงศึกษาสภาพภูมิประเทศและรับฟังข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่


สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงการเสด็จฯ ลงพื้นที่ แต่คือกระบวนการทำความเข้าใจปัญหาก่อนที่จะกำหนดแนวทางแก้ไข


สำนักงาน กปร. อธิบายขั้นตอนการทรงงานไว้ว่า ก่อนเสด็จฯ ไปยังพื้นที่ จะทรงศึกษาข้อมูลจากเอกสารและแผนที่อย่างละเอียด เมื่อเสด็จฯ ถึงพื้นที่แล้ว จะทรงสอบถามประชาชนเกี่ยวกับอาชีพ ความเป็นอยู่ สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และแหล่งน้ำ รวมถึงทรงสำรวจพื้นที่จริงและปรึกษาเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับความเหมาะสมของแนวทางพัฒนา


กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ข้อมูลจากเอกสารไม่ได้ถูกใช้แทนความจริงในพื้นที่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจความจริงให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น


เมื่อนำมาพิจารณาในบริบทองค์กร เราจะพบว่าผู้บริหารจำนวนไม่น้อยกลับทำในทางตรงกันข้าม พวกเขาใช้ข้อมูลจากรายงานเป็นข้อสรุป และใช้ข้อสรุปนั้นเป็นคำสั่ง โดยข้ามขั้นตอนการตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นจริง


ยอดขายที่ลดลงอาจไม่ได้เกิดจากพนักงานขายขาดความสามารถ แต่อาจเกิดจากสินค้าขาดสต็อกบ่อยครั้ง ระบบอนุมัติส่วนลดล่าช้า หรือเงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้แข่งขันไม่ได้


Dashboard สามารถบอกได้ว่ายอดขายลดลงเท่าไร แต่ไม่ได้อธิบายสาเหตุทั้งหมดว่าทำไมยอดขายจึงลดลง


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลไม่ถูกต้อง แต่อยู่ที่เราคิดว่าข้อมูลที่มีนั้นครบถ้วนแล้ว


🔴 Gemba: ความจริงมักอยู่ในสถานที่ที่งานเกิดขึ้น


ในแนวคิดการบริหารแบบญี่ปุ่น มีหลักการที่เรียกว่า Gemba ซึ่งหมายถึงสถานที่จริงที่งานเกิดขึ้น แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับการไปสังเกตกระบวนการทำงาน ณ จุดที่สร้างคุณค่าหรือเกิดปัญหา แทนที่จะพึ่งพาเพียงรายงานที่ถูกส่งขึ้นมาตามลำดับชั้น


อีกแนวคิดหนึ่งคือ Management by Walking Around (MBWA) ซึ่งเน้นให้ผู้บริหารออกไปพูดคุย สังเกต และรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงานจริงอย่างสม่ำเสมอ


แม้แนวคิดเหล่านี้จะมีที่มาแตกต่างจากหลักการทรงงานของรัชกาลที่ 9 แต่มีจุดร่วมสำคัญคือ การตัดสินใจที่ดีต้องไม่ตัดขาดจากบริบทของผู้ที่เผชิญปัญหาจริง


ลองนึกถึงบริษัทที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายบริการลูกค้า ผู้บริหารเห็นว่าพนักงานใช้เวลาต่อสายเฉลี่ยนานเกินไป จึงกำหนด KPI ให้ลดระยะเวลาการสนทนาลง


ตัวเลขอาจดีขึ้น แต่เมื่อไปนั่งสังเกตการทำงานจริง อาจพบว่าพนักงานต้องเปิดหลายระบบเพื่อค้นหาข้อมูลลูกค้า ต้องขออนุมัติจากหัวหน้าในเรื่องเล็กน้อย และต้องกรอกข้อมูลซ้ำหลายครั้ง


ปัญหาที่แท้จริงจึงอาจไม่ใช่พนักงานทำงานช้า แต่เป็นระบบที่ทำให้พนักงานไม่สามารถทำงานได้เร็ว


หากผู้บริหารไม่เคยเห็นกระบวนการเหล่านี้ด้วยตนเอง ก็มีโอกาสสูงที่จะพยายามแก้ปัญหาด้วยการกดดันคน ทั้งที่สิ่งที่ควรแก้ไขคือกระบวนการทำงาน


🔴 Data บอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ Context ช่วยอธิบายว่าทำไม


แนวคิด Contextual Intelligence ให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำความเข้าใจเงื่อนไขแวดล้อมที่ทำให้วิธีการหนึ่งประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ


Tarun Khanna ศาสตราจารย์จาก Harvard Business School เคยอธิบายแนวคิดนี้ใน Harvard Business Review โดยชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของการนำแนวปฏิบัติทางธุรกิจจากบริบทหนึ่งไปใช้กับอีกบริบทหนึ่งโดยไม่เข้าใจเงื่อนไขที่แตกต่างกัน


ในโลกการทำงาน ความสามารถนี้สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะองค์กรไม่ได้ขาดข้อมูล แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการตีความข้อมูลโดยไม่เข้าใจบริบท


สาขาสองแห่งอาจมียอดขายต่างกัน ทั้งที่พนักงานมีความสามารถใกล้เคียงกัน เพราะทำเล พฤติกรรมลูกค้า และการแข่งขันแตกต่างกัน ทีมสองทีมอาจมี Productivity ต่างกัน เพราะลักษณะงานและข้อจำกัดของทรัพยากรไม่เหมือนกัน


หากผู้บริหารใช้ตัวเลขเดียวกันตัดสินทุกสถานการณ์ โดยไม่เข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ สิ่งที่ดูเหมือนการบริหารด้วยข้อมูลอาจกลายเป็นการบริหารด้วยสมมติฐานที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลข


Data-Driven Decision Making จึงไม่ควรหมายถึงการเชื่อตัวเลขทุกอย่าง แต่หมายถึงการใช้ข้อมูลร่วมกับความเข้าใจบริบทเพื่อให้ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น


🔴 การลงพื้นที่ไม่ใช่การไปตรวจงาน แต่คือการไปเรียนรู้


อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่เพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าผู้บริหารจะเข้าใจปัญหา


หากการลงพื้นที่หมายถึงการเดินตรวจความเรียบร้อย จับผิดพนักงาน หรือถามหาคนรับผิดชอบเมื่อพบข้อบกพร่อง สิ่งที่ผู้บริหารได้รับอาจไม่ใช่ความจริง แต่เป็นภาพที่ทุกคนเตรียมไว้ให้เห็น


พนักงานย่อมระมัดระวังสิ่งที่จะพูดเมื่อรู้ว่าคำตอบอาจส่งผลต่อการประเมินผลงาน ข้อมูลที่ไม่ดีอาจถูกกรองออก และปัญหาที่สำคัญอาจไม่เคยเดินทางไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ


การลงพื้นที่ให้เกิดประโยชน์จึงต้องเริ่มจากทัศนคติที่ถูกต้อง ผู้บริหารต้องเข้าไปเพื่อทำความเข้าใจ ไม่ใช่เข้าไปเพื่อยืนยันว่าความคิดของตนเองถูกต้อง


แทนที่จะถามว่าใครทำให้งานล่าช้า อาจเปลี่ยนเป็นถามว่าอะไรทำให้งานส่วนนี้ใช้เวลานาน แทนที่จะถามว่าทำไมพนักงานไม่ทำตามขั้นตอน อาจถามว่าขั้นตอนใดทำให้การทำงานจริงติดขัด


ความแตกต่างของคำถามเพียงเล็กน้อย อาจทำให้เราได้รับข้อมูลคนละประเภท


เพราะในท้ายที่สุด การเข้าใกล้หน้างานไม่ได้มีความหมายอะไร หากผู้บริหารยังไม่เปิดใจรับฟังความจริงที่แตกต่างจากสิ่งที่ตนเองเชื่อ


🔴 อย่ารีบมีคำตอบ จนลืมทำความเข้าใจคำถาม


สิ่งหนึ่งที่สามารถเรียนรู้จากกระบวนการทรงงานของรัชกาลที่ 9 คือการให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทั้งจากเอกสาร ผู้เชี่ยวชาญ ประชาชน และสภาพพื้นที่จริง ก่อนพิจารณาแนวทางพัฒนาที่เหมาะสม


บทเรียนนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารทุกคนต้องลงไปดูทุกปัญหาด้วยตนเอง เพราะองค์กรขนาดใหญ่ย่อมไม่สามารถบริหารเช่นนั้นได้ตลอดเวลา แต่หมายถึงการสร้างกระบวนการตัดสินใจที่ไม่ปล่อยให้ข้อมูลจากหน้างานสูญหายไประหว่างทาง


ผู้บริหารควรมีทั้ง Dashboard ที่ดี ระบบรับฟังความคิดเห็นที่ปลอดภัย และโอกาสในการสังเกตกระบวนการทำงานจริง โดยเฉพาะก่อนตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก


ในยุคที่ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูล สรุปรายงาน และเสนอแนวทางแก้ไขได้ภายในไม่กี่วินาที ความสามารถในการผลิตคำตอบอาจไม่ใช่ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป


แต่ความสามารถในการตรวจสอบว่าโจทย์ที่เรากำลังแก้นั้นเป็นโจทย์ที่ถูกต้องหรือไม่ จะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น


เพราะบางครั้งความผิดพลาดครั้งใหญ่ขององค์กรไม่ได้เกิดจากการเลือกวิธีแก้ปัญหาที่ผิด แต่เกิดจากการรีบแก้ปัญหาที่ตัวเองยังไม่เข้าใจตั้งแต่แรก


และไม่ว่าเทคโนโลยีจะทำให้เรามองเห็นข้อมูลได้มากเพียงใด ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าเราจะมองเห็นความจริงได้ครบถ้วน หากเราไม่เคยพยายามเข้าไปทำความเข้าใจพื้นที่ที่ปัญหานั้นเกิดขึ้นจริง

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page