top of page

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการฝึก Creative Thinking

11 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

“เรียนจบแล้ว พนักงานจะคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้นใช่ไหม?”


“ถ้าจัดเวิร์กชอปนี้แล้ว จะได้ไอเดียนวัตกรรมอะไรกลับมาบ้าง?”


คำถามเหล่านี้สะท้อนความคาดหวังที่พบได้ในการจัดอบรม Creative Thinking ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะเมื่อองค์กรลงทุนทั้งเวลาและงบประมาณ ก็ย่อมอยากเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้


แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ เราอาจกำลังคาดหวังให้การอบรมหนึ่งครั้งทำหน้าที่มากกว่าที่มันจะทำได้ ตั้งแต่สอนวิธีคิด เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน ไปจนถึงสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริง ทั้งหมดภายในเวลาเพียงหนึ่งหรือสองวัน


ความเข้าใจผิดสำคัญจึงอยู่ที่การมองว่า “เรียนจบ” เท่ากับ “ทำได้” และ “ทำได้” เท่ากับ “สร้างผลลัพธ์ได้ทันที”


ทั้งที่ระหว่างแต่ละขั้น ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก


🔴 รู้จักวิธีคิด ไม่ได้แปลว่าใช้วิธีคิดนั้นเป็นแล้ว


การอบรม Creative Thinking ช่วยให้เราได้รู้จักเครื่องมือ ได้เห็นวิธีตั้งคำถามใหม่ หรือได้ลองมองปัญหาจากมุมที่ไม่เคยมองมาก่อน


ผู้เรียนอาจเข้าใจแล้วว่าควรท้าทายสมมติฐาน ลองเปลี่ยนกรอบของโจทย์ หรือสร้างทางเลือกให้มากกว่าคำตอบแรกที่นึกออก


แต่การเข้าใจหลักการเหล่านี้ กับการหยิบมาใช้ได้ในสถานการณ์จริง เป็นคนละขั้นของการเรียนรู้


ในห้องอบรม วิทยากรอาจเตรียมโจทย์ไว้ให้ มีคำถามคอยกระตุ้น มีเวลาสำหรับคิด และมีคนช่วยสะท้อนว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ติดขัดตรงไหน


พอกลับมาทำงานจริง ผู้เรียนต้องจัดการสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง ต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าปัญหาคืออะไร ควรใช้เครื่องมือไหน ต้องหาข้อมูลเพิ่มตรงไหน และเมื่อคิดไม่ออกควรเดินต่ออย่างไร


คล้ายกับการเรียนว่ายน้ำ การฟังคำอธิบายแล้วเข้าใจท่าทาง ไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะทำได้คล่องทันที ยิ่งต้องว่ายในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป ก็ยิ่งต้องอาศัยการฝึกและประสบการณ์เพิ่มเติม


Creative Thinking ก็เช่นกัน การเรียนช่วยให้มีแนวทางสำหรับฝึก แต่ความคล่องเกิดจากการใช้แนวทางนั้นซ้ำ ๆ กับปัญหาที่หลากหลาย


🔴 คิดได้ในเวิร์กชอป ไม่ได้แปลว่าจะคิดได้เหมือนกันในงานจริง


กิจกรรมในห้องอบรมมักทำให้เรากล้าเสนอไอเดียได้ง่ายขึ้น เพราะความผิดพลาดมีต้นทุนต่ำ และทุกคนรู้ว่ากำลังอยู่ในพื้นที่สำหรับทดลอง


แต่ในงานจริง ไอเดียหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับงบประมาณ เป้าหมายของทีม ความคาดหวังของหัวหน้า หรือความรับผิดชอบหากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามแผน


คนที่เสนอความคิดแปลกใหม่ได้เต็มที่ในเวิร์กชอป จึงอาจกลับมาเงียบในห้องประชุมเดิมได้


นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาลืมสิ่งที่เรียนเสมอไป เขาอาจยังไม่รู้ว่าจะปรับใช้กับงานอย่างไร หรือเคยเรียนรู้จากประสบการณ์ว่า การเสนออะไรที่ต่างจากเดิมนำมาซึ่งงานเพิ่ม แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนเพิ่มตามไปด้วย


ถ้าองค์กรอยากให้สิ่งที่เรียนถูกนำมาใช้ ก็ต้องมีพื้นที่ให้ฝึกกับงานจริง มีโอกาสทบทวน และมีคนช่วยให้ข้อเสนอแนะหลังจบการอบรม


ไม่อย่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงประสบการณ์ที่ดีในห้องเรียน ซึ่งยังไม่ได้พัฒนาไปเป็นวิธีทำงานประจำวัน


🔴 มีไอเดียแล้ว ก็ยังไม่ได้มีนวัตกรรม


อีกความคาดหวังที่ควรแยกให้ชัดคือ การฝึก Creative Thinking กับการสร้างนวัตกรรม


ไอเดียใหม่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ยังต้องผ่านคำถามอีกหลายข้อ เช่น ไอเดียนี้แก้ปัญหาให้ใคร ปัญหานั้นสำคัญแค่ไหน สิ่งที่เราคิดตรงกับความต้องการจริงหรือเปล่า และจะทำให้เกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดที่มีได้อย่างไร


จากนั้นยังต้องทดลอง รับข้อมูลกลับมา ปรับปรุง และอาจต้องยอมทิ้งบางส่วนที่ตอนแรกเราชอบมาก


สมมติว่าทีมหนึ่งเสนอให้สร้างแอปใหม่เพื่อแก้ปัญหาการบริการลูกค้า ข้อเสนอนี้อาจดูน่าสนใจในวันนำเสนอ แต่เมื่อไปคุยกับลูกค้าจริง อาจพบว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการแอปเพิ่ม สิ่งที่ต้องการคือขั้นตอนบริการเดิมที่สั้นลงและชัดเจนขึ้น


คุณค่าของการคิดสร้างสรรค์จึงรวมถึงการกลับมาทบทวนความคิดของตัวเอง และพัฒนาแนวทางให้ตอบโจทย์ได้ดีขึ้นด้วย


การมีไอเดียให้เลือกมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการพัฒนาสิ่งใหม่ แต่ไม่ได้รับประกันว่าไอเดียเหล่านั้นจะกลายเป็นนวัตกรรม


หากองค์กรวัดความสำเร็จของการอบรมจากจำนวนไอเดียเพียงอย่างเดียว ก็อาจได้ข้อเสนอจำนวนมาก โดยยังไม่มีใครรู้ว่าควรนำข้อเสนอไหนไปทำอะไรต่อ


🔴 การอบรมไม่สามารถชดเชยระบบการทำงานที่ปิดกั้นความคิดใหม่ได้ทั้งหมด


ลองนึกถึงองค์กรที่ส่งพนักงานไปเรียนให้กล้าตั้งคำถาม แต่เมื่อกลับมาทำงาน คำถามที่ท้าทายวิธีเดิมกลับถูกมองว่าเป็นการไม่ให้ความร่วมมือ


หรือสอนให้ทดลอง แต่ทุกข้อเสนอต้องพิสูจน์ก่อนว่าจะสำเร็จแน่นอน จึงจะได้รับอนุมัติ


ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ การมีทักษะเพิ่มขึ้นอาจยังไม่เพียงพอให้เกิดพฤติกรรมใหม่ เพราะพนักงานต้องตัดสินใจด้วยว่า ใช้ทักษะนั้นแล้วจะเกิดอะไรตามมา


การพัฒนาคนจึงควรเดินไปพร้อมกับการพัฒนาวิธีทำงาน ทั้งการรับฟังของหัวหน้า การจัดเวลาให้ทดลอง และการกำหนดขอบเขตที่ทีมสามารถลองผิดลองถูกได้


ถ้าคาดหวังนวัตกรรม ก็ต้องมีคนรับผิดชอบพาไอเดียไปต่อ มีทรัพยากรสำหรับทดสอบ และมีวิธีตัดสินใจจากสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างทาง


สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อผู้เรียนได้รับประกาศนียบัตร


🔴 แล้วควรคาดหวังอะไรจากการเรียน Creative Thinking?


เรายังคาดหวังผลจากการอบรมได้ แต่ควรคาดหวังให้ตรงกับช่วงของการพัฒนา


หลังเรียน ผู้เรียนควรมีความเข้าใจที่ดีขึ้น มองเห็นข้อจำกัดของวิธีคิดเดิม และเริ่มใช้เครื่องมือบางอย่างได้โดยมีคนช่วยแนะนำ


หลังจากนั้นจึงค่อยดูว่า เขานำสิ่งที่เรียนไปใช้กับงานจริงหรือไม่ ตั้งโจทย์ได้ดีขึ้นหรือเปล่า มองเห็นทางเลือกที่หลากหลายขึ้นไหม และพัฒนาไอเดียจากข้อมูลที่ได้รับได้อย่างไร


ส่วนนวัตกรรม ต้องติดตามต่อไปถึงขั้นทดลอง นำไปใช้ และดูว่ามันสร้างคุณค่าได้จริงหรือไม่


คำถามหลังจบคลาสจึงอาจเริ่มจาก “ครั้งต่อไปที่เจอปัญหา คุณจะลองคิดต่างจากเดิมอย่างไร?” แล้วจัดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือทำตามคำตอบนั้น


เพราะ Creative Thinking เป็นทักษะที่ต้องฝึกใช้ และนวัตกรรมเป็นผลลัพธ์ที่ต้องลงมือพัฒนา


วันจบการอบรมจึงควรเป็นวันเริ่มต้นของการฝึกในงานจริง มากกว่าวันที่เราคาดหวังว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้แล้ว


——————————————————

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน


dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี


หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น


✏️Analytical Thinking

✏️Critical Thinking

✏️Strategic Thinking

✏️Six Thinking Hats

✏️Business Storytelling


สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page