ละลายพฤติกรรมอย่างไร ให้ไม่ต้องทำอะไรให้คนมาอบรมอึดอัดและไม่สบายใจ

พอวิทยากรพูดว่า “ก่อนเริ่ม เรามาละลายพฤติกรรมกันก่อน” บางคนอาจรู้สึกตื่นเต้น แต่บางคนกลับเริ่มกังวลว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะต้องเจออะไร
ต้องออกไปเต้นหน้าห้องไหม ต้องแสดงท่าทางแปลก ๆ หรือเปล่า จะถูกเรียกให้เล่าเรื่องส่วนตัวที่ไม่อยากเล่าหรือไม่
กิจกรรมที่ตั้งใจทำให้บรรยากาศผ่อนคลายจึงอาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ผู้เข้าอบรมต้องฝืนยิ้ม และรอให้ผ่านไปเสียที
เรื่องนี้ชวนให้เรากลับมาถามว่า จริง ๆ แล้วเราต้องการอะไรจากการละลายพฤติกรรม
หากเป้าหมายคือช่วยให้คนรู้สึกสบายใจพอที่จะพูดคุย ตั้งคำถาม และมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ เราก็มีวิธีไปถึงจุดนั้นได้อีกมาก โดยไม่จำเป็นต้องให้ใครแสดงความสามารถ เรียกเสียงหัวเราะ หรือเปิดเผยเรื่องส่วนตัว
🔴 เริ่มจากความสบายใจของผู้เข้าร่วม
เสียงหัวเราะและความคึกคักอาจเป็นส่วนหนึ่งของการอบรมที่ดี แต่ไม่ได้บอกเสมอไปว่าทุกคนกำลังรู้สึกสบายใจ
บางคนหัวเราะเพราะสนุก บางคนหัวเราะตามมารยาท และบางคนยอมทำกิจกรรมเพราะไม่อยากเป็นคนเดียวที่ปฏิเสธ โดยเฉพาะในห้องที่มีหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่ยังไม่คุ้นเคยนั่งอยู่ด้วย
การออกแบบช่วงเปิดจึงควรเริ่มจากคำถามว่า “ผู้เข้าร่วมต้องรับแรงกดดันอะไรบ้าง” เช่น ต้องคิดคำตอบทันที ต้องพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก หรือต้องยอมให้คนอื่นสัมผัสตัว
เมื่อเห็นแรงกดดันเหล่านี้ เราจะออกแบบทางเลือกที่เบาลงได้ เช่น ให้เวลาคิดก่อน ให้คุยเป็นคู่ หรือให้เขียนคำตอบแทนการพูด
จุดเริ่มต้นที่ดีอาจเป็นเพียงการทำให้ผู้เข้าร่วมรู้ว่า ในห้องนี้เขามีเวลาคิด เลือกวิธีมีส่วนร่วมได้ และไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ทำให้ตัวเองลำบากใจ
🔴 ใช้คำถามที่ตอบได้ โดยไม่ต้องพยายามดูน่าสนใจ
คำถามอย่าง “เล่าเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวเองมาหนึ่งเรื่อง” ฟังดูเป็นมิตร แต่สำหรับบางคนกลับเป็นโจทย์ยาก เพราะต้องรีบค้นหาว่าตัวเองมีอะไรน่าสนใจพอจะเล่าต่อหน้าคนอื่น
เราสามารถเปลี่ยนเป็นคำถามที่เรียบง่ายและเชื่อมกับการอบรมได้ เช่น
วันนี้อยากได้คำตอบเรื่องอะไรกลับไป
มีส่วนไหนของหัวข้อนี้ที่อยากเข้าใจมากขึ้น
ถ้าจบวันนี้แล้วนำไปใช้ได้หนึ่งอย่าง อยากให้เป็นเรื่องอะไร
มีเครื่องมือหรือวิธีทำงานเล็ก ๆ อะไรที่ใช้แล้วรู้สึกว่าช่วยได้
คำถามเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้ตอบได้หลายระดับ คนที่อยากพูดสั้น ๆ ก็ทำได้ ส่วนคนที่อยากอธิบายเพิ่มก็มีพื้นที่ให้เล่า
วิทยากรยังได้รู้ความคาดหวังของผู้เรียน และใช้คำตอบเชื่อมเข้าสู่เนื้อหาได้ทันที ช่วงเปิดจึงมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ด้วย
🔴 ให้เริ่มคุยกับคนหนึ่งคน ก่อนพูดกับคนทั้งห้อง
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นกับกลุ่ม การพูดกับคนข้าง ๆ อาจเริ่มต้นได้ง่ายกว่าการแนะนำตัวต่อหน้าทุกคน
ลองให้ผู้เข้าร่วมคิดคำตอบสั้น ๆ แล้วจับคู่คุยกันสองนาที โดยบอกให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า ไม่จำเป็นต้องออกมารายงานหน้าห้อง
รายละเอียดนี้สำคัญ เพราะหากทุกคนรู้ว่าคุยเสร็จแล้วจะต้องถูกเรียกไปเล่าต่อ บทสนทนาอาจกลายเป็นการเตรียมคำตอบสำหรับการนำเสนอ แทนที่จะเป็นโอกาสทำความรู้จักกันอย่างผ่อนคลาย
เมื่อคุยเสร็จ วิทยากรอาจเชิญอาสาสมัครสองหรือสามคนแบ่งปันสิ่งที่อยากเรียนรู้ โดยเปิดให้คนอื่นเลือกฟังได้
ความเงียบในช่วงแรกก็ไม่จำเป็นต้องรีบแก้ด้วยการสุ่มเรียกชื่อ บางครั้งผู้เข้าร่วมเพียงต้องการเวลาประมวลความคิด และดูให้แน่ใจก่อนว่าบรรยากาศในห้องเปิดรับคำตอบของเขาจริง ๆ
🔴 ให้สิทธิ์เลือกที่ใช้ได้จริง
การบอกว่า “กิจกรรมนี้สมัครใจ” จะช่วยได้มากเมื่อมีทางเลือกที่ชัดเจนตามมาด้วย เช่น
“ใครสะดวกคุยกับคนข้าง ๆ สามารถคุยกันได้ครับ หรือจะเขียนคำตอบเก็บไว้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวช่วงถัดไปเราจะเปิดรับคำถามอีกครั้ง”
ผู้เข้าร่วมจึงยังมีส่วนร่วมกับโจทย์เดียวกันได้ แม้จะใช้วิธีต่างกัน
วิทยากรควรหลีกเลี่ยงการแซวคนที่ขอผ่าน หรือชวนซ้ำจนเขาต้องยอม เพราะท่าทีหลังการปฏิเสธเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เข้าร่วมเห็นว่า สิทธิ์เลือกที่ประกาศไว้นั้นใช้ได้จริงเพียงใด
เช่นเดียวกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสตัว การเคลื่อนไหว หรือการเล่าเรื่องส่วนตัว เราไม่ควรถือว่าทุกคนสะดวกเพียงเพราะไม่มีใครทักท้วง
🔴 ใช้เนื้อหาของการอบรมเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนา
เราไม่จำเป็นต้องหากิจกรรมที่แยกออกจากหัวข้อเสมอไป งานเล็ก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาก็ช่วยให้คนเริ่มคุยกันได้
ถ้าเป็นเวิร์กช็อปการตลาด อาจให้แต่ละคู่เลือกโฆษณาที่จำได้หนึ่งชิ้น แล้วคุยว่าอะไรทำให้จำได้
ถ้าเป็นการอบรมการสื่อสาร อาจยกข้อความสั้น ๆ มาให้ช่วยกันคิดว่า ผู้รับอาจตีความอย่างไรได้บ้าง
ถ้าเป็นการเรียนรู้เครื่องมือใหม่ อาจชวนคุยว่า มีงานขั้นตอนไหนที่อยากทำให้ง่ายขึ้น
การมีเรื่องตรงหน้าให้ช่วยกันคิด ทำให้ผู้เข้าร่วมเริ่มมีปฏิสัมพันธ์ผ่านงาน โดยไม่ต้องแบกรับโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองดูสนุกหรือเข้ากับคนอื่นได้
ตัวอย่างช่วงเปิดห้านาทีที่นำไปใช้ได้
วิทยากรอาจเริ่มด้วยคำพูดง่าย ๆ ว่า
“ก่อนเริ่ม อยากชวนทุกคนคิดสักครู่ว่า วันนี้มีคำถามอะไรที่อยากได้คำตอบกลับไป ลองใช้เวลาประมาณ 30 วินาทีจดไว้ก่อนนะครับ จากนั้นใครสะดวก ลองแนะนำตัวและแลกเปลี่ยนกับคนข้าง ๆ สักสองนาที หรือจะเขียนคำถามไว้โดยยังไม่แชร์ก็ได้ครับ”
หลังจากนั้นจึงเชิญอาสาสมัครแบ่งปันคำถามสองหรือสามคน แล้วเชื่อมสิ่งที่ได้ยินเข้ากับกำหนดการ เช่น ประเด็นใดจะได้คุยกันในช่วงไหน หรือคำถามใดควรเก็บไว้สำรวจร่วมกันระหว่างวัน
วิธีนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมมีเวลาตั้งหลัก ได้เริ่มรู้จักใครสักคน และเห็นว่าความคาดหวังของตัวเองมีพื้นที่อยู่ในการอบรม
🔴 ความเป็นกันเองค่อย ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดการเรียนรู้
เราไม่จำเป็นต้องทำให้คนทั้งห้องสนิทกันภายในสิบนาทีแรก ความคุ้นเคยอาจเกิดขึ้นระหว่างการช่วยกันแก้โจทย์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือได้ฟังวิทยากรตอบคำถามอย่างให้เกียรติ
ช่วงเปิดเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนความสบายใจจะค่อย ๆ เติบโตจากสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน รวมถึงการที่ผู้เข้าร่วมเห็นว่าเขาสามารถสงสัย ตอบไม่เหมือนคนอื่น หรือขอเวลาคิดเพิ่มได้
ก่อนเลือกกิจกรรมครั้งต่อไป ลองนึกถึงคนที่ยังไม่รู้จักใคร คนที่ไม่ถนัดพูดต่อหน้ากลุ่ม และคนที่อยากมาเรียนรู้อย่างเงียบ ๆ แล้วพิจารณาว่า กิจกรรมนี้เปิดทางให้พวกเขาเริ่มต้นได้อย่างสบายใจแค่ไหน
บางครั้งการต้อนรับอย่างเป็นมิตร คำถามที่ตอบง่าย และบทสนทนาสั้น ๆ กับคนข้าง ๆ ก็เพียงพอให้การเรียนรู้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
——————————————————
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน
dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี
หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น
✏️Analyฟtical Thinking
✏️Critical Thinking
✏️Strategic Thinking
✏️Six Thinking Hats
✏️Business Storytelling
สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots



ความคิดเห็น