top of page

Emotional Labeling: ทักษะเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนคุณภาพความสัมพันธ์ทั้งองค์กร

  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

ในโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยความกดดัน หลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจาก “ข้อมูลไม่พอ” แต่เกิดจาก “อารมณ์ที่ไม่ถูกเข้าใจ” เราโต้เถียงกันด้วยเหตุผล แต่ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึก หากผู้นำหรือทีมงานไม่สามารถอ่านและตั้งชื่ออารมณ์ได้อย่างแม่นยำ ความเข้าใจผิดจะทวีความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว


หนึ่งในทักษะที่งานวิจัยด้านจิตวิทยาให้ความสำคัญอย่างมากคือ Emotional Labeling หรือที่ในงานวิชาการเรียกว่า Affect Labeling นี่ไม่ใช่แค่การบอกว่า “ฉันรู้สึกแย่” แต่คือการตั้งชื่ออารมณ์อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น “ผิดหวังและกังวลเล็กน้อย” หรือ “หงุดหงิดเพราะรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ”


ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่ในระดับสมองและพฤติกรรม มันคือการเปลี่ยนเกม


Emotional Labeling คืออะไร ?


Emotional Labeling คือความสามารถในการระบุและเรียกชื่ออารมณ์อย่างแม่นยำ ทั้งของตนเองและของผู้อื่น แทนที่จะตอบสนองด้วยปฏิกิริยาอัตโนมัติ เราหยุดและถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไรแน่?”


ในเชิงจิตวิทยา นี่ถือเป็นกลยุทธ์การกำกับอารมณ์ (emotion regulation) เมื่อเรานำความรู้สึกมาแปลงเป็นคำพูด ความเข้มข้นของอารมณ์มักลดลง ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ภัยคุกคามจะสงบลง ทำให้เราตอบสนองอย่างมีสติแทนที่จะตอบโต้แบบปกป้องตัวเอง


ตัวอย่างเช่น แทนที่จะโต้กลับเพื่อนร่วมงานทันที คุณอาจหยุดแล้วบอกตัวเองว่า

“ฉันรู้สึกไม่มั่นคงและกลัวว่าผลงานจะไม่ดีพอ”

เพียงแค่การตั้งชื่อ ก็ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไป


จากการตั้งชื่อ สู่การพัฒนา Empathy


Empathy ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการเข้าใจโลกภายในของผู้อื่นอย่างละเอียด Emotional Labeling เป็นรากฐานสำคัญของกระบวนการนี้


1. เพิ่มความละเอียดทางอารมณ์ (Emotional Granularity)


ยิ่งเราสามารถแยกแยะอารมณ์ของตัวเองได้ละเอียดเท่าไร เราก็ยิ่งอ่านอารมณ์ของผู้อื่นได้แม่นยำขึ้น แทนที่จะมองว่า “เขากำลังโกรธ” เราอาจเห็นว่า “เขาผิดหวังแต่ยังมีความหวังอยู่” ความละเอียดนี้ทำให้การตอบสนองของเรานุ่มนวลและตรงจุดมากขึ้น


2. ลดการป้องกันตัว (Defensiveness)


เมื่อเราตั้งชื่ออารมณ์ได้ สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตนเองจะทำงานมากขึ้น ความตื่นตัวเชิงภัยคุกคามลดลง เราจึงสามารถอยู่กับความเจ็บปวดหรือความไม่พอใจของอีกฝ่ายได้ โดยไม่รู้สึกว่าต้องรีบปกป้องตัวเอง นี่คือเงื่อนไขสำคัญของ Empathy ที่แท้จริง


3. สร้างความรู้สึกได้รับการยอมรับ (Validation)


เมื่อเราสะท้อนอารมณ์กลับไปอย่างเหมาะสม เช่น “ดูเหมือนคุณจะกังวลและรู้สึกโดดเดี่ยวในโปรเจกต์นี้”


แม้จะยังไม่แก้ปัญหา แต่การถูกเข้าใจจะสร้างความไว้วางใจทันที การตั้งชื่ออารมณ์จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือภายใน แต่เป็นเครื่องมือสร้างความปลอดภัยทางจิตใจในทีม


ทำไมผู้นำควรฝึกทักษะนี้


ในระดับองค์กร ปัญหาความขัดแย้งจำนวนมากเกิดจากการตีความพฤติกรรมโดยไม่เข้าใจอารมณ์ที่อยู่เบื้องหลัง หากผู้นำสามารถ “อ่านและตั้งชื่อ” บรรยากาศทางอารมณ์ในห้องประชุมได้ เช่น “ผมสัมผัสได้ว่ามีทั้งความกังวลและความกดดันในทีมตอนนี้”


เพียงประโยคเดียวนี้จะสามารถลดแรงเสียดทาน และเปิดพื้นที่ให้บทสนทนาเชิงเหตุผลเกิดขึ้นได้


Emotional Labeling จึงไม่ใช่ทักษะอ่อน (soft skill) ในความหมายของความอ่อนแอ แต่มันคือความสามารถเชิงระบบ ที่ช่วยให้การตัดสินใจ การเจรจา และความร่วมมือ มีคุณภาพสูงขึ้น


วิธีฝึก Emotional Labeling เพื่อเพิ่ม Empathy


การพัฒนาทักษะนี้ไม่ต้องใช้เวลามาก แต่ต้องใช้ความตั้งใจ


กับตัวเอง:

เมื่อเกิดอารมณ์รุนแรง ลองถามว่า “ฉันกำลังรู้สึกอะไรบ้าง?” และพยายามหาคำอย่างน้อย 2–3 คำ ไม่ใช่แค่คำกว้าง ๆ อย่าง “เครียด”


กับผู้อื่น:

สะท้อนอารมณ์อย่างไม่ฟันธง เช่น

“ฟังดูเหมือนคุณจะเหนื่อยและอาจรู้สึกไม่ได้รับการเห็นคุณค่า ใช่ไหม?”

เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายแก้ไขหรือขยายความ


ในที่ประชุม:

ก่อนจะกระโดดเข้าสู่โซลูชัน ลองตั้งชื่ออารมณ์ในห้องเสียก่อน การยอมรับความรู้สึกมักช่วยลดความตึงเครียดได้มากกว่าการใช้เหตุผลเพียงอย่างเดียว


Empathy เริ่มต้นจากคำที่ถูกต้อง


Empathy ไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วยเสมอไป แต่หมายถึงการเข้าใจอย่างแม่นยำ Emotional Labeling คือสะพานเชื่อมระหว่าง “อารมณ์ดิบ” กับ “การตอบสนองอย่างมีสติ”


เมื่อเราตั้งชื่ออารมณ์ได้ดีขึ้น เราจะไม่ถูกครอบงำโดยมัน และเมื่อเราอ่านอารมณ์ผู้อื่นได้แม่นยำขึ้น เราจะตอบสนองได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น


ในโลกที่การสื่อสารรวดเร็วแต่ความเข้าใจลึกซึ้งกลับหายาก ทักษะเล็ก ๆ นี้อาจเป็นความได้เปรียบเชิงผู้นำที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในยุคปัจจุบัน

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page