top of page

ทำไมการอ่านเยอะ ทำเยอะ อาจไม่ได้ทำให้เรา Creative มากขึ้น

  • 11 ม.ค.
  • ยาว 1 นาที

หลายคนเติบโตมากับความเชื่อที่ดูสมเหตุสมผลว่า หากเราอ่านมากพอ ฝึกมากพอ และทุ่มเทมากพอ ความคิดสร้างสรรค์ก็น่าจะตามมาเอง แต่ประสบการณ์ของคนทำงานจำนวนมากกลับสะท้อนตรงกันข้าม ยิ่งมีความรู้ ยิ่งมีประสบการณ์ ยิ่งทำงานได้ดีขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าคิดอะไรใหม่ ๆ ได้ยากลง ไอเดียเริ่มซ้ำ และความสดของมุมมองค่อย ๆ หายไป ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการพยายามมากเกินไป หากเกิดจาก “ลักษณะของการพยายาม” ที่เราทำอยู่


🧠 การฝึกส่วนใหญ่ ฝึกให้เราถูกต้อง ไม่ได้ฝึกให้เราแปลกใหม่


ระบบการเรียนรู้และการทำงานส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความถูกต้อง ความเร็ว และความแม่นยำ สมองจึงถูกฝึกให้เก่งในสิ่งที่เรียกว่า Convergent Thinking คือการหาคำตอบที่ดีที่สุดภายใต้กรอบที่กำหนดไว้แล้ว การอ่านซ้ำ การทำซ้ำ และการฝึกอย่างมีแบบแผน ทำให้เราชำนาญในการเลือกและขัดเกลาไอเดีย แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มจำนวนหรือความแปลกใหม่ของไอเดีย ตรงกันข้าม ในหลายกรณี ความคิดกลับแคบลง เพราะสมองเรียนรู้ที่จะเดินเส้นทางเดิมอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด


🧠 ความเชี่ยวชาญสร้างความเร็ว แต่ก็ก่อให้เกิดการยึดติดทางความคิด


เมื่อเราฝึกอะไรซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน สมองจะสร้างนิสัยและรูปแบบอัตโนมัติ สิ่งนี้ช่วยให้เราทำงานได้โดยไม่ต้องคิดมาก ซึ่งเป็นข้อดีในแง่ประสิทธิภาพ แต่ผลข้างเคียงคือภาวะที่เรียกว่า fixation เราเริ่มมองปัญหาใหม่ด้วยกรอบเดิม ตีความข้อมูลใหม่ให้เข้ากับแม่แบบเก่า และมองไม่เห็นทางเลือกอื่นโดยไม่รู้ตัว ยิ่งเราเป็นผู้เชี่ยวชาญมากเท่าไร สมองยิ่งเก่งในการใช้ทางลัดเดิม และยิ่งยากที่จะ “เห็นต่าง” จากสิ่งที่คุ้นเคย


🧠 ความกลัว ความสมบูรณ์แบบ และแรงกดดันที่มองไม่เห็น


อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การอ่านเยอะและทำเยอะไม่แปรเปลี่ยนเป็นความคิดสร้างสรรค์ คือภาระทางจิตใจของคนที่จริงจังกับการพัฒนา คนที่ทุ่มเทมักกลัวพลาด กลัวดูไม่เก่ง และไม่อยากเสียภาพลักษณ์ ความสมบูรณ์แบบจึงกลายเป็นกรอบควบคุมความคิด ไอเดียที่ยังไม่ชัดหรือยังดู “ไม่ฉลาด” ถูกตัดทิ้งตั้งแต่ยังไม่เกิด การฝึกจึงกลายเป็นการขัดเกลาอย่างไม่รู้จบ แทนที่จะเป็นพื้นที่ทดลองสิ่งใหม่อย่างกล้าหาญ


🧠 สิ่งที่การฝึกแบบจริงจังมักขาดไป


ความคิดสร้างสรรค์ต้องการมากกว่าความพยายาม มันต้องการจังหวะของการสลับโหมด สมองจำเป็นต้องได้ทำงานทั้งในโหมดควบคุมที่มีเป้าหมายชัดเจน และโหมดปล่อยที่เปิดพื้นที่ให้ความคิดล่องลอย เชื่อมโยง และผิดพลาดได้ นอกจากนี้ ความสามารถในการสังเกตวิธีคิดของตัวเอง หรือ metacognition ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ หากเราไม่รู้ว่าเรากำลังติดอยู่กับกรอบไหน การอ่านและการฝึกทั้งหมดก็จะยิ่งตอกย้ำกรอบนั้นให้แข็งแรงขึ้น


🧠 เมื่อไรการอ่านและการฝึกจะช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ได้จริง


การทุ่มเทจะเริ่ม “ซื้อ” ความคิดสร้างสรรค์ได้ ก็ต่อเมื่อเราปรับรูปแบบของการฝึกให้แตกต่างจากเดิม การสลับโจทย์และบริบทช่วยลดการยึดติด การแยกเวลาสร้างไอเดียออกจากเวลาประเมินคุณภาพช่วยลดการเซ็นเซอร์ตัวเอง การออกแบบพื้นที่ทดลองที่มีความเสี่ยงต่ำทำให้เรากล้าคิดสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ และการตั้งคำถามกับสมมติฐานของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้เราหลุดออกจากรูปแบบอัตโนมัติที่เคยชิน


การอ่านเยอะและทำเยอะ ทำให้เราเก่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ความเก่งนั้นมักมาในรูปของประสิทธิภาพ ไม่ใช่ความสดใหม่ หากเราไม่ตั้งใจออกแบบการฝึกให้เปิดพื้นที่กับความไม่แน่นอน ความผิดพลาด และการคิดต่าง ความพยายามทั้งหมดอาจหล่อหลอมเราให้เป็นมืออาชีพที่ทำงานได้ดีขึ้น แต่คิดอะไรใหม่ได้น้อยลงโดยไม่รู้ตัว



ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page