top of page

การรู้ปรัชญา กับการคิดแบบปรัชญา ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ในยุคที่ข้อมูลความรู้เข้าถึงได้ง่าย การ “รู้” บางสิ่งกลายเป็นเรื่องไม่ยาก เราสามารถอธิบายได้ว่าใครคิดอะไร ทฤษฎีไหนพูดถึงอะไร หรือแนวคิดใดเป็นของใคร แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ เรา กำลังคิดแบบปรัชญาอยู่จริงหรือไม่ หรือเพียงแค่สะสมความรู้เกี่ยวกับปรัชญาเท่านั้น


ความแตกต่างระหว่าง การรู้ปรัชญา กับ การคิดแบบปรัชญา เป็นความแตกต่างระหว่าง การครอบครองข้อมูล กับ การฝึกฝนวิธีคิด ซึ่งมีนัยสำคัญต่อทั้งการทำงาน การตัดสินใจ และการใช้ชีวิต


การรู้ปรัชญา: ความรู้ที่ยังไม่ขยับ


การรู้ปรัชญา มักหมายถึงการจดจำแนวคิด ชื่อทฤษฎี และข้อโต้แย้งของนักคิดสำคัญ เช่น เรารู้ว่า Plato ให้ความสำคัญกับโลกของแบบอย่าง รู้ว่า Kant เสนอจริยธรรมบนหน้าที่ หรือรู้ว่า Nietzsche วิพากษ์ศีลธรรมดั้งเดิมอย่างรุนแรง


ความรู้ลักษณะนี้มีคุณค่าในเชิงข้อมูล แต่โดยตัวมันเองยังคงเป็น ความรู้เชิงรับ (passive knowledge) เรา “รู้ว่า” แนวคิดเหล่านั้นคืออะไร แต่ยังไม่จำเป็นต้องเคยนำมันมาทดสอบกับความเชื่อของตนเอง หรือใช้มันตั้งคำถามกับสิ่งที่เราคิดอยู่ทุกวัน


ในเชิงการทำงาน นี่คล้ายกับการรู้เครื่องมือ แต่ไม่เคยหยิบมันมาใช้อย่างจริงจัง


การคิดแบบปรัชญา: วิธีคิดที่ต้องฝึกฝน


ตรงกันข้าม การคิดแบบปรัชญาไม่ใช่การท่องจำ แต่คือ การลงมือคิดอย่างมีวินัย เป็นกระบวนการที่ประกอบด้วยนิสัยทางปัญญาหลายประการ


ประการแรก คือ การตั้งคำถามกับสมมติฐาน ไม่ยอมรับความคิดใดเพียงเพราะมันคุ้นเคยหรือมีคนส่วนใหญ่เชื่อ การคิดแบบนี้ไม่ได้ถามว่า “อะไรเป็นคำตอบที่ถูกต้อง” แต่ถามว่า “เรากำลังตั้งต้นจากสมมติฐานอะไรโดยไม่รู้ตัว”


ประการที่สอง คือ การคิดอย่างช้าและลึก การหยุดตรวจสอบเหตุผลที่นำไปสู่ข้อสรุป ไม่รีบสรุปเพียงเพราะคำตอบดูสมเหตุสมผล การคิดแบบปรัชญามักไม่เร่ง แต่ให้ความสำคัญกับความชัดเจนของเหตุผลมากกว่าความเร็ว


ประการที่สาม คือ การวิเคราะห์เชิงตรรกะ มองเห็นจุดอ่อนของข้อโต้แย้ง แยกแยะเหตุผลกับอคติ และติดตามผลลัพธ์ของความคิดไปจนสุดทาง แม้ผลลัพธ์นั้นจะทำให้เราต้องทบทวนความเชื่อเดิมของตัวเอง


ความรู้ กับ การปฏิบัติ: ช่องว่างที่มักถูกมองข้าม


นักปรัชญาอย่าง Aristotle แยกความรู้เชิงทฤษฎีออกจากปัญญาเชิงปฏิบัติ ความรู้เชิงทฤษฎีบอกเราว่า “สิ่งใดคืออะไร” แต่ปัญญาเชิงปฏิบัติคือความสามารถในการตัดสินใจอย่างเหมาะสมในสถานการณ์จริง


ในทำนองเดียวกัน การรู้ปรัชญาให้กรอบแนวคิด แต่การคิดแบบปรัชญาคือการใช้กรอบนั้นเพื่อตัดสินใจ วิเคราะห์ และตั้งคำถามกับโลกจริง ความแตกต่างนี้อธิบายได้ว่าทำไมบางคนรู้ทฤษฎีมากมาย แต่ยังตัดสินใจผิดซ้ำ ๆ ขณะที่บางคนอาจไม่รู้ชื่อทฤษฎี แต่กลับคิดอย่างรอบคอบและมีเหตุผล


ทำไมความแตกต่างนี้จึงสำคัญต่อการทำงาน


ในโลกการทำงานที่ซับซ้อน ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ใช่ปัญหาที่มีคำตอบตายตัว แต่เป็นปัญหาที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือ ผลประโยชน์ที่ขัดแย้ง และข้อมูลไม่ครบถ้วน การคิดแบบปรัชญาช่วยให้เรา


  • มองเห็นกรอบความคิดที่กำลังครอบงำการตัดสินใจ

  • แยกเหตุผลออกจากความรู้สึกหรือแรงกดดันทางสังคม

  • ประเมินผลลัพธ์ระยะยาว ไม่ใช่แค่คำตอบที่สะดวกในระยะสั้น


ทักษะเหล่านี้ไม่เกิดจากการอ่านเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการ ฝึกคิดซ้ำ ๆ ในสถานการณ์จริง


จากการรู้ ไปสู่การคิด


การรู้ปรัชญาเปรียบเสมือนการมีแผนที่ ส่วนการคิดแบบปรัชญาคือการเดินทางจริง แผนที่มีความจำเป็น แต่ไม่อาจแทนการก้าวเดินได้


คุณค่าที่แท้จริงของปรัชญาไม่ได้อยู่ที่จำนวนแนวคิดที่เราจำได้ แต่อยู่ที่ความสามารถในการใช้แนวคิดเหล่านั้น ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราคิดว่า “แน่นอน” และตัดสินใจอย่างมีเหตุผลมากขึ้นในโลกที่ไม่เคยเรียบง่าย


ในท้ายที่สุด ปรัชญาไม่ใช่สิ่งที่เรามีไว้รู้ แต่เป็นสิ่งที่เรามีไว้คิด และคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีมองโลกของเราเอง

ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page