top of page

Law of Triviality: ทำไมที่ประชุมถกเรื่อง “สีของปุ่ม” ได้นานกว่าเรื่อง “ทิศทางของโปรเจกต์”

  • 11 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

เราอาจจะเจอประชุมที่มีวาระแรกคือการอนุมัติงบก้อนใหญ่ที่จะผูกทีมไว้อีกหนึ่งปีครึ่ง ใช้เวลาไปสิบสองนาที ทุกคนพยักหน้า ไม่มีใครค้าน วาระที่สองคือเลือกว่าปุ่มบนหน้าแรกว่าจะใช้สีส้มหรือสีเขียว ใช้เวลาไปห้าสิบนาที มีคนขอเปิดไฟล์เปรียบเทียบ มีคนเล่าประสบการณ์จากที่ทำงานเก่า และมีคนเสนอให้ยกไปคุยต่อสัปดาห์หน้า


ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าฉากแบบนี้คุ้น ๆ คุณไม่ได้อยู่ในทีมที่แย่กว่าคนอื่น นี่คือรูปแบบที่เกิดซ้ำจนมีชื่อเรียกมาตั้งแต่ปี 1957 ซี. นอร์ธโคต พาร์กินสัน เรียกมันว่า “Law of Triviality” หรือกฎของความไม่สำคัญ โดยยกตัวอย่างคณะกรรมการที่อนุมัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผ่านฉลุย แต่กลับถกเถียงกันยืดยาวเรื่องโรงจอดจักรยานของพนักงาน จนภายหลังคนในวงการซอฟต์แวร์เรียกอาการนี้สั้น ๆ ว่า “bikeshedding”


🧠 เรื่องเล็กชนะ เพราะมันเป็นเรื่องเดียวที่ทุกคนเข้าถึงได้


คำอธิบายที่ง่ายที่สุดคือคนขี้เกียจคิดเรื่องยาก แต่นั่นเป็นคำอธิบายที่ตื้นเกินไปและไม่ค่อยยุติธรรมกับคนในห้อง


คำอธิบายที่ตรงกว่าคือ เรื่องใหญ่มักมีต้นทุนในการมีความเห็น การจะค้านเรื่องงบก้อนโตได้ คุณต้องเข้าใจโครงสร้างต้นทุน เข้าใจสมมติฐานที่อยู่เบื้องหลัง และต้องพร้อมรับผิดชอบถ้าข้อค้านของคุณทำให้โปรเจกต์ช้าไปหนึ่งเดือน ส่วนสีปุ่มนั้นทุกคนมีตาและมีรสนิยม การออกความเห็นแทบไม่มีต้นทุน และถ้าเลือกผิดก็แก้ได้ในสิบนาที


ความสนใจของทีมจึงไหลไปตามที่ที่มัน “ออกความเห็นได้ง่ายที่สุด” ไม่ใช่ที่ที่มัน “สำคัญที่สุด” และเพราะการถกเถียงยาว ๆ ให้ความรู้สึกว่าเราทำงานกันหนัก ห้องประชุมจึงเลิกด้วยความรู้สึกว่าวันนี้ประชุมได้เนื้อ ทั้งที่การตัดสินใจที่มีน้ำหนักจริงผ่านไปโดยแทบไม่มีใครแตะ


🧠 สิ่งที่เสียไปไม่ใช่เวลา แต่คือการตรวจสอบ


ถ้ามองว่าต้นทุนของ Bikeshedding คือ “เวลาที่เสียไปห้าสิบนาที” เราจะประเมินมันต่ำเกินไปมาก


ต้นทุนจริงอยู่ที่อีกด้านหนึ่งของสมการ ทุกที่ประชุมมีปริมาณความสนใจจำกัด และการตรวจสอบเป็นทรัพยากรที่หมดได้ เมื่อความสนใจถูกใช้ไปกับเรื่องที่ผิดแล้วเสียหายน้อย เรื่องที่ผิดแล้วเสียหายมากก็จะผ่านไปโดยไม่ถูกตั้งคำถามเลยสักคำถามเดียว การอนุมัติสิบสองนาทีนั้นไม่ได้แปลว่าทุกคนเห็นด้วย มันแปลว่าไม่มีใครมีต้นทุนพอจะไม่เห็นด้วย


นี่คือจุดที่กฎนี้เชื่อมกลับมาที่วิธีคิด เพราะการคิดขั้นสูงในชั้น “ประเมิน” ไม่ได้แปลว่าเราวิจารณ์ทุกอย่างที่ผ่านหน้า แต่แปลว่าเรารู้ว่าควรเอาแรงวิจารณ์ไปลงตรงไหน คนที่คิดเป็นระบบไม่ได้ตรวจละเอียดเท่ากันหมด เขาตรวจหนักตรงที่ผิดแล้วย้อนกลับยาก และปล่อยผ่านเร็วตรงที่ผิดแล้วแก้ได้


🧠 คำถามที่เปลี่ยนน้ำหนักของห้องประชุม


วิธีใช้จริงไม่ได้เริ่มที่การห้ามคนคุยเรื่องเล็ก เพราะเรื่องเล็กบางเรื่องก็ต้องตัดสิน มันเริ่มที่การทำให้ “น้ำหนัก” ของแต่ละวาระมองเห็นได้ก่อนที่การถกเถียงจะเริ่ม


คำถามที่ใช้ได้ทันทีมีอยู่สองคำถาม คำถามแรกคือ ถ้าเราตัดสินใจเรื่องนี้ผิด เราจะรู้ตัวเมื่อไหร่ และแก้กลับได้ยากแค่ไหน คำถามนี้แยกเรื่องที่ต้องถกจากเรื่องที่ควรให้ใครสักคนไปตัดสินใจเองแล้วมาบอกทีหลัง คำถามที่สองคือ ตอนนี้เราใช้เวลาไปกับวาระไหนมากที่สุด และมันตรงกับวาระที่มีผลกระทบมากที่สุดหรือเปล่า คำถามนี้ฟังดูเรียบ ๆ แต่พอถามออกมากลางห้องจริง ๆ มันเปลี่ยนบทสนทนาได้เร็วอย่างน่าประหลาด


สิ่งที่ทั้งสองคำถามทำเหมือนกันคือมันดึงทีมออกจากคำถามว่า “ใครเห็นด้วยกับอะไร” ไปสู่คำถามว่า “เรากำลังจ่ายความสนใจให้อะไรอยู่” และนั่นคือการเปลี่ยนระดับของการคิด ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหัวข้อ


ทีมส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดสินใจผิดเพราะคิดไม่เป็น แต่เพราะแรงคิดของทั้งห้องถูกใช้ไปกับเรื่องที่ปลอดภัยที่จะมีความเห็น จนไม่เหลือให้เรื่องที่แพงที่สุด


ลองย้อนดูการประชุมครั้งล่าสุดของคุณ วาระที่ใช้เวลานานที่สุดในวันนั้น คือวาระที่จะส่งผลกับปีหน้ามากที่สุดจริงหรือเปล่า


——————————————————

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน


dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี


หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น


✏️Analytical Thinking

✏️Critical Thinking

✏️Strategic Thinking

✏️Six Thinking Hats

✏️Business Storytelling


สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots


 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page