“เอาทั้งสองอย่างเลยได้ไหม” ประโยคที่ฟังดูรอบคอบ แต่จริง ๆ คือเราไม่ได้เลือกอะไรเลย
- 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

“เอาทั้งสองอย่างเลยได้ไหม”
ประโยคนี้โผล่ขึ้นมาในห้องประชุมบ่อยจนเราแทบไม่ทันสังเกตว่ามันทำอะไรกับการคุย มันฟังดูเปิดกว้าง ฟังดูไม่ปิดโอกาสใคร และที่สำคัญคือมันทำให้ทุกคนในห้องกลับบ้านได้โดยไม่มีใครต้องแพ้
ปัญหาคือหลังจากนั้นอีกสองเดือน งานมักออกมาเป็นของที่ “มีครบทุกอย่าง” แต่ไม่มีอะไรที่ดีพอจนคนจำได้
สิ่งที่หายไปในบทสนทนาแบบนั้นไม่ใช่ความคิดสร้างสรรค์ แต่คือทักษะที่เรียกว่า “การคิดแบบเห็นการแลกได้แลกเสีย” (trade-off thinking) หรือความสามารถในการมองว่าการได้มาซึ่งสิ่งหนึ่ง ต้องแลกด้วยการยอมเสียอีกสิ่งหนึ่งเสมอ
Michael Porter เคยเขียนไว้ใน Harvard Business Review ว่าแก่นของกลยุทธ์คือ “การเลือกว่าจะไม่ทำอะไร” และเหตุผลที่กลยุทธ์ต้องมีอยู่ตั้งแต่แรก ก็เพราะโลกนี้มีการแลกได้แลกเสีย ถ้าทุกอย่างทำพร้อมกันได้โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย เราก็ไม่จำเป็นต้องเลือก และเมื่อไม่ต้องเลือก คำว่ากลยุทธ์ก็ไม่มีความหมาย
เขายังตั้งชื่อให้อาการยอดฮิตของบริษัทที่ไม่ยอมเลือกว่า “straddling” หรือการยืนคร่อม คือพยายามเลียนแบบจุดแข็งของคู่แข่งไปด้วย ในขณะที่ยังรักษาวิธีทำงานเดิมของตัวเองไว้ทั้งหมด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คือของที่กลาง ๆ สำหรับทุกคน และไม่ดีที่สุดสำหรับใครเลย
🧠 ทำไมสมองเราถึงไม่อยากแลก
เหตุผลที่เราหลบการแลกได้แลกเสีย ไม่ใช่เพราะเราคิดไม่ออก แต่เพราะการเลือกมีต้นทุนทางอารมณ์
เลือก แปลว่าต้องบอกใครสักคนว่างานที่เขาเสนอจะไม่ได้ไปต่อ เลือก แปลว่าถ้าผลออกมาไม่ดี จะมีคนย้อนกลับมาถามว่าทำไมตอนนั้นไม่เอาอีกทางหนึ่ง ส่วนการเก็บไว้ทั้งสองทางนั้นปลอดภัยกว่ามาก เพราะไม่มีใครโดนปฏิเสธ และไม่มีใครต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ
พูดอีกแบบคือ “ไม่เลือก” ก็เป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่ง เพียงแต่เป็นการตัดสินใจที่กระจายความเสี่ยงออกไปให้คนทำงานหน้างานรับแทน คนที่ต้องมานั่งปวดหัวว่าจะจัดสรรเวลาให้สองเป้าหมายที่ขัดกันเองยังไง ไม่ใช่คนที่พูดประโยคนั้นในห้องประชุม
🧠 หน้าตาของการคิดแบบเห็นการแลกในงานจริง
ทีมการตลาดทีมหนึ่งอยากได้ทั้งยอดขายไตรมาสนี้และการสร้างแบรนด์ระยะยาว ซึ่งฟังดูไม่ขัดกันเลยเมื่อพูดในสไลด์ แต่พอลงมือจริง ทั้งสองอย่างแย่งทรัพยากรเดียวกันคือเวลาของคนห้าคนและงบก้อนเดียว การทำคอนเทนต์ที่กระตุ้นยอดทันทีกับการทำคอนเทนต์ที่สร้างความน่าเชื่อถือใช้จังหวะการวัดผลคนละแบบ เมื่อไม่มีใครบอกว่าอันไหนสำคัญกว่า สุดท้ายคนทำงานจะเลือกอันที่วัดผลได้เร็วกว่าเสมอ เพราะมันปลอดภัยกว่าเวลาถูกถาม
ทีมที่คิดเรื่องนี้เป็น จะไม่ถามว่า “เอาทั้งสองอย่างได้ไหม” แต่จะถามว่า “ถ้าเราต้องยอมให้อย่างหนึ่งช้าลงสามเดือน เราเลือกให้อันไหนช้า และเรายอมรับผลของมันได้แค่ไหน”
คำถามแบบหลังไม่ได้ฟังดูใจกว้างเท่าไหร่ แต่มันทำให้ทุกคนเดินออกจากห้องด้วยภาพเดียวกัน
🧠 วกกลับมาที่วิธีคิด
การฝึกทักษะนี้ไม่ได้เริ่มที่การตัดสินใจใหญ่ แต่เริ่มที่การเปลี่ยนคำถามในหัวเวลาเจอทางเลือก
แทนที่จะถามว่า “อันไหนดีกว่า” ให้ลองถามว่า “แต่ละทางทำให้เราเสียอะไร” เพราะข้อดีของทุกทางเลือกนั้นถูกเขียนไว้ในสไลด์อยู่แล้ว คนเสนอย่อมนำเสนอด้านที่สวยที่สุด สิ่งที่ไม่มีใครเขียนคือด้านที่ต้องยอมเสีย และนั่นคือข้อมูลที่ทำให้การเปรียบเทียบมีความหมายจริง ๆ
อีกวิธีที่ใช้ได้ทันทีคือการเขียน “สิ่งที่เราจะไม่ทำในไตรมาสนี้” ไว้ในเอกสารเดียวกับเป้าหมาย ไม่ใช่เพื่อความเท่ แต่เพื่อให้เวลามีคนถามกลางทางว่าทำไมไม่ทำเรื่องนั้นด้วย จะได้มีคำตอบที่ตกลงกันไว้แล้ว ไม่ใช่คำตอบที่ต้องคิดสดตอนถูกกดดัน
แผนที่ไม่มีอะไรถูกตัดออกเลย มักไม่ใช่แผนที่รอบคอบเป็นพิเศษ แต่คือแผนที่ยังไม่ได้ผ่านการคิด
แล้วครั้งล่าสุดที่ทีมคุณตกลงเป้าหมายกัน มีอะไรถูกเขียนไว้ชัด ๆ บ้างไหมว่าเรายอมเสียอะไรเพื่อให้ได้มัน
——————————————————
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน
dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี
หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น
✏️Analytical Thinking
✏️Critical Thinking
✏️Strategic Thinking
✏️Six Thinking Hats
✏️Business Storytelling
สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots



ความคิดเห็น