เมื่อคนไม่ทำตามที่สั่ง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “คน”

เวลาลูกทีมได้รับมอบหมายงานแล้วไม่ทำ สิ่งที่ผู้จัดการเห็นมักเป็น “พฤติกรรม” ก่อนเสมอ
บอกไปแล้วแต่ยังไม่เริ่ม งานถูกเลื่อนซ้ำ ๆ ต้องตามหลายรอบ หรือทำออกมาเพียงให้พอเรียกว่าเสร็จ
และเมื่อพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย คำอธิบายที่ตามมาก็มักเป็นเรื่องของตัวคน เช่น “ไม่รับผิดชอบ” “ไม่มีแรงจูงใจ” “ต้องคอยจี้” หรือ “ทัศนคติไม่ดี”
ปัญหาคือ พฤติกรรมแบบเดียวกันสามารถเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันมาก และหากผู้จัดการวินิจฉัยสาเหตุผิด วิธีแก้ที่เลือกใช้ก็มีโอกาสผิดตามไปด้วย
การบริหารคนจึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้คน “ทำตามที่สั่ง” แต่ต้องแยกให้ออกก่อนว่า อะไรกำลังขวางไม่ให้เขารับงานนั้นไปเป็นความรับผิดชอบของตัวเอง
🔴 ไม่ทำ เพราะไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
คำสั่งที่ชัดสำหรับคนสั่ง อาจไม่ได้ชัดสำหรับคนรับเสมอไป
“ช่วยทำ Proposal มาให้หน่อย” อาจมีคำถามซ่อนอยู่จำนวนมาก ต้องละเอียดแค่ไหน? ใช้เพื่อคุยภายในหรือส่งลูกค้า? ต้องเสนอราคาเลยหรือไม่? ใครเป็นคนตัดสินใจ? ต้องเสร็จเมื่อไร? และอะไรคือมาตรฐานของคำว่า “ดีพอ”?
เมื่อความคาดหวังไม่ชัด คนบางคนจะถาม แต่บางคนจะชะลอ เพราะไม่อยากเริ่มต้นผิดทาง
กรณีนี้ การตามงานให้ถี่ขึ้นไม่ได้ช่วยมากนัก สิ่งที่ต้องเพิ่มคือความชัดเจน ทั้งผลลัพธ์ที่ต้องการ เส้นตาย มาตรฐาน ขอบเขต และสิทธิในการตัดสินใจ
🔴 ไม่ทำ เพราะทำไม่เป็น
อีกกรณีหนึ่งคือพนักงานเข้าใจว่าต้องทำอะไร แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
งานอาจต้องใช้ทักษะที่ยังไม่มี ข้อมูลที่เข้าไม่ถึง เครื่องมือที่ไม่เคยใช้ หรือประสบการณ์ที่ยังไม่เพียงพอ แต่การยอมรับตรง ๆ ว่า “ทำไม่เป็น” มีต้นทุนทางความรู้สึก โดยเฉพาะในวัฒนธรรมที่การขอความช่วยเหลือถูกตีความว่าเป็นความไม่เก่ง
การเลื่อนงานจึงอาจเป็นวิธีหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำผิดหรือเสียหน้า
ถ้าปัญหาคือความสามารถ การกดดันเรื่องความรับผิดชอบย่อมไม่แก้ปัญหา ผู้จัดการต้องเติมสิ่งที่ขาด ไม่ว่าจะเป็นการสอน ตัวอย่าง เครื่องมือ ข้อมูล หรือคนที่ช่วยให้คำแนะนำ
🔴 ไม่ทำ เพราะไม่มีพื้นที่ให้ทำแล้ว
คนที่รับงานใหม่โดยไม่ปฏิเสธ ไม่ได้แปลว่ามีเวลาทำงานนั้นเสมอไป
หลายครั้งพนักงานมีงานเต็มมืออยู่แล้ว แต่เมื่อหัวหน้าสั่งงานใหม่ เขาก็ตอบว่า “ได้ครับ” เพราะการปฏิเสธดูเสี่ยงกว่าการรับไว้ก่อน ปัญหาจึงไม่ได้ปรากฏตอนมอบหมาย แต่ไปปรากฏตอนงานไม่เสร็จ
ผู้จัดการจึงไม่ควรถามเพียงว่า “รับงานนี้ได้ไหม” แต่ต้องถามต่อว่า “ถ้ารับงานนี้ อะไรจะถูกเลื่อนออกไป?”
ทุก Priority ใหม่มีต้นทุน เพราะเวลาและกำลังของทีมไม่ได้เพิ่มขึ้นพร้อมกับจำนวนงาน
ถ้าผู้จัดการเพิ่มงานโดยไม่ช่วยลดหรือจัดลำดับงานเดิม สิ่งที่ดูเหมือนปัญหาเรื่องความรับผิดชอบ อาจเป็นเพียงปัญหาคณิตศาสตร์ของทรัพยากรที่มีไม่พอ
🔴 ไม่ทำ เพราะมีความรับผิดชอบ แต่ไม่มีอำนาจ
บางองค์กรมีรูปแบบที่พบได้บ่อย คือมอบหมายให้คนหนึ่ง “เป็นเจ้าของงาน” แต่คนคนนั้นกลับไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ ไม่มีงบ ไม่มีข้อมูล หรือทุกเรื่องต้องรออนุมัติจากคนอื่น
ในกระดาษ เขาเป็นเจ้าของงาน แต่ในทางปฏิบัติ เขาเป็นเพียงคนที่ต้องรับผิดเมื่อมันไม่เสร็จ
เมื่อสถานการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คนย่อมเรียนรู้ที่จะระมัดระวังกับการรับงานใหม่ เพราะทุกความรับผิดชอบคือความเสี่ยงที่ตัวเองควบคุมไม่ได้
การมอบหมายงานจึงต้องมาพร้อมทรัพยากรและอำนาจที่เพียงพอ ไม่เช่นนั้นองค์กรกำลังมอบ “ภาระ” มากกว่ามอบ “ความรับผิดชอบ”
🔴 ไม่ทำ เพราะไม่เห็นว่าทำไปเพื่ออะไร
งานบางอย่างไม่ได้ยาก ไม่ได้เยอะ และไม่ได้ไม่ชัด แต่คนก็ยังไม่อยากทำ เพราะไม่เห็นความหมายของมัน
โดยเฉพาะงานที่ถูกขอซ้ำ ๆ แต่ไม่เคยมีใครใช้ รายงานที่ทำทุกเดือนแต่ไม่มีใครอ่าน ข้อมูลที่กรอกหลายระบบแต่ไม่รู้ว่าไปไหน หรือโครงการที่ทุกคนรู้ว่าจะถูกเปลี่ยนอีกในไม่กี่สัปดาห์
เมื่อคนเชื่อว่างานไม่มีผลต่ออะไรจริง ๆ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นมักไม่ใช่การปฏิเสธตรง ๆ แต่เป็นการทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
ในกรณีนี้ ผู้จัดการต้องตอบให้ได้ว่างานเชื่อมโยงกับลูกค้า ผลลัพธ์ของทีม ความเสี่ยง หรือเป้าหมายขององค์กรอย่างไร และถ้าตอบไม่ได้จริง ๆ คำถามที่ควรถามอาจไม่ใช่ “ทำไมพนักงานไม่ทำ” แต่คือ “เรายังควรทำงานนี้อยู่หรือไม่”
🔴 ไม่ทำ เพราะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม
มีคนประเภทหนึ่งในแทบทุกทีมที่มักได้รับงานเพิ่ม เพราะหัวหน้ารู้ว่า “ฝากคนนี้แล้วจบ”
ในระยะสั้น นี่เป็นวิธีบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ แต่ในระยะยาว คนที่ไว้ใจได้ที่สุดอาจกลายเป็นคนที่ต้องแบกรับงานมากที่สุด ขณะที่คนที่ผลงานไม่แน่นอนกลับได้รับงานน้อยกว่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ “งานพิเศษ” จะค่อย ๆ กลายเป็นภาษีที่คนเก่งต้องจ่ายจากการเป็นคนเก่ง
หากงานยาก งานเร่ง หรืองานที่ไม่มีใครอยากทำตกอยู่กับคนกลุ่มเดิมซ้ำ ๆ ขณะที่เครดิตและโอกาสไม่ได้กระจายตามไปด้วย การต่อต้านงานใหม่อาจไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นการตอบสนองต่อระบบที่พวกเขามองว่าไม่ยุติธรรม
🔴 ไม่ทำ เพราะไม่เชื่อว่าการทุ่มเทจะคุ้มค่า
อีกสาเหตุที่แก้ยากกว่าคือความไว้ใจ
หากพนักงานเคยทุ่มเทกับโครงการที่ถูกยกเลิกกะทันหัน เคยทำตามทิศทางที่เปลี่ยนทุกเดือน เคยได้รับคำสัญญาที่ไม่เกิดขึ้นจริง หรือเคยถูกมอบหมายงานโดยหัวหน้าที่ไม่ช่วยกำจัดอุปสรรคให้เลย พวกเขาจะเริ่มเรียนรู้บางอย่าง
ไม่ใช่ “งานนี้ไม่สำคัญ” แต่คือ “อย่าเพิ่งลงทุนกับมันมากเกินไป”
สิ่งที่ดูเหมือนการขาด Engagement จึงอาจเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากประสบการณ์ คนไม่ได้ปฏิเสธงานชิ้นเดียว แต่กำลังตอบสนองต่อประวัติศาสตร์ของการบริหารที่ผ่านมา
กรณีนี้ การพูดสร้างแรงบันดาลใจอีกครั้งอาจไม่พอ เพราะความไว้ใจไม่ได้กลับมาจากคำพูด แต่กลับมาจากความสม่ำเสมอของการกระทำ
🔴 ไม่ทำ เพราะไม่คิดว่านี่คืองานของตัวเอง
บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวงาน แต่อยู่ที่ความหมายของงานต่อบทบาทและสถานะของคนรับ
พนักงานอาจมองว่างานนั้นต่ำกว่าบทบาทของตัวเอง อยู่นอกขอบเขตความรับผิดชอบ หรือไปทับกับพื้นที่ของอีกทีมหนึ่ง ในบางกรณี งานใหม่อาจทำให้เขารู้สึกว่าความเชี่ยวชาญเดิมกำลังสูญเสียความสำคัญ
การบอกว่า “ทุกคนต้องช่วยกัน” อาจทำให้เกิดการทำตามชั่วคราว แต่ไม่ได้แก้คำถามที่อยู่ข้างใต้ว่า บทบาทของเขากำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และเหตุใดงานนี้จึงควรเป็นความรับผิดชอบของเขา
🔴 พฤติกรรมเดียวกัน ไม่ได้ต้องการวิธีแก้แบบเดียวกัน
นี่คือเหตุผลที่การติดป้ายว่า “ลูกทีมไม่รับผิดชอบ” เป็นคำอธิบายที่สะดวก แต่มีประโยชน์ในการบริหารค่อนข้างน้อย
คนที่ไม่ทำเพราะไม่เข้าใจ ต้องการความชัดเจน
คนที่ไม่ทำเพราะทำไม่เป็น ต้องการการสนับสนุน
คนที่ไม่ทำเพราะงานล้น ต้องการการจัดลำดับความสำคัญ
คนที่ไม่ทำเพราะไม่มีอำนาจ ต้องการสิทธิและทรัพยากร
คนที่ไม่ทำเพราะไม่เห็นประโยชน์ ต้องการเหตุผลที่น่าเชื่อถือ
คนที่ไม่ทำเพราะรู้สึกไม่ยุติธรรม ต้องการการจัดสรรงานใหม่
และคนที่เข้าใจ ทำเป็น มีเวลา มีทรัพยากร และรู้ว่างานสำคัญ แต่ยังเลือกไม่ทำ อาจเป็นกรณีที่ผู้จัดการต้องพูดเรื่องความรับผิดชอบและผลที่ตามมาอย่างตรงไปตรงมา
ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะถ้าใช้วิธีแก้ผิดประเภท สถานการณ์อาจยิ่งแย่ลง
การกดดันคนที่งานล้นไม่ได้ทำให้เขามีเวลามากขึ้น การตำหนิคนที่ทำไม่เป็นไม่ได้ทำให้เขาเก่งขึ้น และการสร้างแรงจูงใจให้คนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ก็ไม่ได้ทำให้งานเดินเร็วขึ้น
ก่อนถามว่า “ทำไมยังไม่ทำ” ลองถามอีกแบบ
ผู้จัดการที่ดีจึงไม่ได้ลดมาตรฐานเรื่องความรับผิดชอบ แต่เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยก่อนเรียกร้องความรับผิดชอบ
แทนที่จะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ทำไมงานนี้ยังไม่เสร็จ?” อาจลองถามว่า
“อะไรทำให้งานนี้เดินต่อได้ยาก ความสำคัญยังไม่ชัด งานยังไม่ชัด ทักษะไม่พอ งานเดิมเยอะเกินไป ไม่มีอำนาจตัดสินใจ หรือยังไม่เห็นว่างานนี้มีคุณค่าอย่างไร?”
เพราะหน้าที่ของ Manager ไม่ใช่เพียงทำให้คนทำตามคำสั่ง
แต่คือการแยกให้ออกว่า เมื่อคนไม่ทำตามที่สั่งนั้น เขาไม่อยากทำ ทำไม่ได้ หรือระบบรอบตัวเขาทำให้การลงมือทำเป็นเรื่องยาก
สามกรณีนี้อาจดูเหมือนกันจากภายนอก แต่ต้องการการบริหารที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
——————————————————
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน
dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี
หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น
✏️Analytical Thinking
✏️Critical Thinking
✏️Strategic Thinking
✏️Six Thinking Hats
✏️Business Storytelling
สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots



ความคิดเห็น