top of page

Empathy ไม่ใช่แค่ “ความเข้าใจคนอื่น” แต่คือเครื่องมือเพิ่ม Productivity ของตัวเราเอง

  • 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

เราอาจจะคุ้นว่า Empathy คือทักษะที่จะช่วยในการทำงานร่วมกันผู้อื่น มีความเข้าใจอกเข้าใจกัน แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้น Empathy ก็สามารถใช้ในการเข้าใจตัวเองและเป็นกลไกปลดล็อต Productivity ให้ดีขึ้นได้ด้วย


กลไกที่ว่านี้คือการที่ Emapthy กำลังช่วยลด "แรงเสียดทานที่มองไม่เห็น" ในระบบการทำงานของเรา พร้อมกับคืนพลังสมองให้เราไปโฟกัสกับงานที่สำคัญมากขึ้น


♥️ Empathy กับการจัดการความรู้สึกที่เสียพลังงาน


หนึ่งในสิ่งที่บั่นทอน Productivity ได้อย่างมากคืออารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้จนทำให้การทำงานติดขัด เช่นหงุดหงิดจนโฟกัสไม่ได้ อึดอัดจนไม่สามารถทำงานต่อได้ ฯลฯ


เมื่อเราสถานการณ์กดดันที่เกิดอารมณ์ดังกล่าว ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นมักจะเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ เป็นการตอบโต้โดยใช้อารมณ์ ซึ่งมักจะนำไปสุ่การตัดสินใจที่ผิดพลาด แก้ปัญหาผิดจุด


จุดนี้เองที่ Empathy จะเข้ามาในบทบาทของการหยุดและทำความเข้าใจตัวเอง (Self-Empathy) ซึ่งเป็นการ "พัก" ให้เราตั้งคำถามว่าเรากำลังรู้สึกอะไรกัน และมันเป็นเพราะอะไร ซึ่งการทำความเข้าใจนี้จะช่วยเปลี่ยนการตอบสนองแบบ Reactive กลายเป็นการตอบสนองโดยใช้สติมากขึ้น ใช้ความคิดเยอะขึ้น แทนที่จะปล่อยให้อารมณ์ทำงานต่อไป


♥️ Empathy กับการโฟกัสในงานที่ซับซ้อน


งานที่ต้องใช้ความคิด เช่น การวางกลยุทธ์ การแก้ปัญหา หรือการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน มักล้มเหลวไม่ใช่เพราะข้อมูลไม่พอ แต่เพราะ “อคติทางอารมณ์”


Empathy โดยเฉพาะในเชิงความคิด (Cognitive Empathy) จะช่วยให้เรา


- มองหลายมุมมองพร้อมกัน

- ลดการยึดติดกับวิธีคิดของตัวเอง

- และตัดสินใจได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น


เมื่อสมองไม่ต้องแบกรับอารมณ์ที่รบกวนมากเกินไป เราจะมี bandwidth สำหรับการคิดเชิงลึกมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของงาน


♥️ Empathy คือการ “คืนพลังสมอง” ให้กับงานที่สำคัญ


นอกจากนี้แล้ว Empathy ยังสามารถเป็นกลไกที่ช่วยคืนพลังสมองที่มักถูกใช้ไปกับการจัดการอารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง หรือการจดจ่อไปอารมณ์ที่มาจากความขัดแย้ง ความไม่พอใจ และทำให้เราสามารถเปิดพื้นที่ให้เกิดการคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น การพยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือการตัดสินใจที่รอบคอบกว่าเดิม


Empathy มักถูกจัดอยู่ในหมวด “Soft Skill” แต่ในความเป็นจริง มันคือ “Hard Driver” ของประสิทธิภาพการทำงาน


เพราะสุดท้ายแล้ว งานส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเหลวจากความไม่เก่ง

แต่ล้มเหลวจาก “ความไม่เข้าใจ”


เมื่อเราเข้าใจทั้งตัวเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น เราจะไม่ได้แค่ทำงานเก่งขึ้น แต่เราจะทำงานได้ “ลื่นขึ้น เร็วขึ้น และแม่นยำขึ้น” อย่างมีนัยสำคัญ

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page