top of page

สมดุลของ Creative Thinking จากการคิดแบบ Divergent และ Convergent

  • 1 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

ในโลกของการทำงานยุคใหม่ “ความคิดสร้างสรรค์” ไม่ได้หมายถึงการมีไอเดียแปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการพาไอเดียเหล่านั้นไปสู่ “ผลลัพธ์ที่ใช้งานได้จริง” ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ได้เกิดจากการคิดแบบเดียว หากแต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของสองโหมดความคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน: Divergent Thinking และ Convergent Thinking


องค์กรจำนวนมากล้มเหลวในการสร้างนวัตกรรม ไม่ใช่เพราะขาดความคิดสร้างสรรค์ แต่เพราะไม่เข้าใจ “จังหวะ” และ “บทบาท” ของความคิดทั้งสองแบบนี้


🧠 Divergent Thinking: การเปิดพื้นที่ให้ไอเดียเกิดขึ้น


Divergent Thinking คือการคิดแบบ “กระจาย” หรือการเปิดรับความเป็นไปได้โดยไม่จำกัดกรอบ เป็นช่วงเวลาที่เรายอมให้ตัวเองตั้งคำถาม ทดลอง และเชื่อมโยงสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน


ในโหมดนี้ ความถูกหรือผิดยังไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ “ปริมาณ” และ “ความหลากหลาย” ของไอเดีย


องค์กรที่ส่งเสริม Divergent Thinking มักจะมีลักษณะดังนี้

- สนับสนุนการตั้งคำถาม มากกว่าการให้คำตอบทันที

- เปิดพื้นที่ให้ลองผิดลองถูก

- ไม่ตัดสินไอเดียเร็วเกินไป


แนวคิดหนึ่งที่สำคัญคือ “คุณภาพของไอเดีย มาจากปริมาณของไอเดีย” ศิลปินอย่าง Pablo Picasso สร้างผลงานมากกว่า 20,000 ชิ้น ไม่ใช่ทุกชิ้นจะเป็นผลงานชิ้นเอก แต่จำนวนมหาศาลนี้เองที่เพิ่มโอกาสให้เกิดงานระดับมาสเตอร์พีซ


🧠 Convergent Thinking: การคัดเลือกและทำให้เกิดผลลัพธ์


ในทางตรงกันข้าม Convergent Thinking คือการคิดแบบ “บีบเข้าหาแกน” เป็นกระบวนการของการตัดสินใจ วิเคราะห์ และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดจากตัวเลือกทั้งหมด


นี่คือช่วงเวลาที่คำถามเปลี่ยนจาก

“มีอะไรเป็นไปได้บ้าง?”

ไปเป็น

“อะไรคือสิ่งที่ควรทำจริง?”


องค์กรที่แข็งแรงด้าน Convergent Thinking จะมีความสามารถในการ

- ประเมินความเป็นไปได้ของไอเดีย

- จัดลำดับความสำคัญ

- แปลงแนวคิดให้กลายเป็น execution ที่ชัดเจน


หากไม่มี Convergent Thinking ไอเดียจะเป็นเพียง “ความคิดที่ลอยอยู่ในอากาศ” ไม่สามารถสร้าง impact ได้จริง


🧠 ปัญหาที่พบบ่อย: ใช้โหมดผิดเวลา


หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในองค์กร คือการ “ใช้ Convergent Thinking เร็วเกินไป เช่น ในระหว่าง Brainstorm มีการวิจารณ์ไอเดียที่เพิ่งถูกเสนอทันที หรือไอเดียที่ยังไม่ครบถูกตัดสินว่า "ใช้ไม่ได้" ซึ่งผลลัพธ์คือทีมจะเข้าสู่โหมดป้องกันตัว (self-protection) และหยุดเสนอไอเดียใหม่


ในทางกลับกัน หากใช้ Divergent Thinking นานเกินไปโดยไม่มีการ Converge

- จะเกิด “Idea Overload”

- ไม่มีการตัดสินใจ

- โปรเจกต์ไม่เดินหน้า


ความท้าทายจึงไม่ใช่การเลือกใช้โหมดใดโหมดหนึ่ง แต่คือ “การสลับโหมดให้ถูกจังหวะ”


🧠 Creativity = การสลับไปมาระหว่างสองโหมด


กระบวนการคิดสร้างสรรค์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่เป็น “วงจร”

1. เปิด (Divergent) — สร้างไอเดียจำนวนมาก

2. ปิด (Convergent) — คัดเลือกและตัดสินใจ

3. เปิดอีกครั้ง — ปรับ ปรับขยาย หรือหาทางเลือกใหม่

4. ปิดอีกครั้ง — ทำให้ชัดและนำไปใช้จริง


การสลับไปมานี้อาจดู “ไม่เป็นระเบียบ” แต่ในความเป็นจริง มันคือธรรมชาติของการสร้างสรรค์


🧠 ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือระบบ


Creative Thinking ไม่ใช่เรื่องของการ “คิดเก่ง” แต่คือการ “ออกแบบกระบวนการคิด” องค์กรและบุคคลที่สร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง มักเข้าใจว่า

- Divergent Thinking คือการสร้างความเป็นไปได้

- Convergent Thinking คือการสร้างผลลัพธ์


และความได้เปรียบที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การมีไอเดียที่ดีที่สุดตั้งแต่แรก

แต่อยู่ที่การมี “ระบบ” ที่สามารถสร้าง คัดเลือก และพัฒนาไอเดียได้อย่างต่อเนื่อง

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page