น้องจะทำงานระดับถัดไปไม่ได้ ถ้าไม่เคย “เห็น” ว่างานระดับนั้นหน้าตาเป็นยังไง

น้องในทีมคุณเคยเห็นไหมว่า ตอนที่คุณต่อรองกับลูกค้าที่ยากที่สุด คุณทำยังไง?
ไม่ใช่ได้ยินเล่าทีหลังว่า “พี่คุยมาแล้ว โอเคแล้ว” แต่หมายถึงได้นั่งอยู่ในห้องนั้น ได้เห็นจังหวะที่คุณเงียบ ได้เห็นว่าคุณยอมเรื่องไหนและไม่ยอมเรื่องไหน ได้เห็นสีหน้าตอนที่อีกฝ่ายพูดอะไรที่คุณไม่ชอบแล้วคุณเลือกจะไม่ตอบโต้
หัวหน้าส่วนใหญ่ตอบว่าไม่เคย ด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้นมาก คือการประชุมแบบนั้นไม่มีที่ว่างสำหรับคนที่ไม่มีบทบาท และน้องก็มีงานของตัวเองต้องทำ แต่แล้วอีกสองปีต่อมา หัวหน้าคนเดียวกันก็สงสัยว่าทำไมน้องถึงต่อรองไม่เป็นสักที ทั้งที่ “ก็ให้ไปคุยกับลูกค้าเองตั้งหลายครั้งแล้ว”
🔴 ส่วนที่หายไปในกรอบ 70-20-10
กรอบ 70-20-10 บอกว่าคนโตจากงานหน้างานราว 70 จากคนรอบตัว 20 และจากการอบรมเพียง 10 เราเคยพูดถึงส่วน 70 ไปแล้วหลายครั้ง ว่าการให้งานที่ใหญ่เกินตัวนิดหน่อยคือเครื่องมือพัฒนาคนที่ทรงพลังที่สุด แต่ส่วน 20 มักถูกตีความแคบว่าหมายถึง “มีพี่เลี้ยง” หรือ “ได้ฟีดแบ็ก” ทั้งที่ส่วนสำคัญของมันคือสิ่งที่ Albert Bandura เรียกว่า Observational Learning (การเรียนรู้จากการสังเกต) ซึ่งเขาเสนอไว้นานแล้วว่าพฤติกรรมของมนุษย์ส่วนใหญ่ถูกเรียนรู้ผ่านการเห็นคนอื่นทำ ไม่ใช่ผ่านการลองผิดลองถูกเองทั้งหมด
เหตุผลที่มันสำคัญกับการพัฒนาคนคือ งานหลายอย่างในที่ทำงานไม่มี “แบบ” ให้ดูเลย การเขียนรายงานยังมีรายงานเก่าให้เปิด แต่การรับมือกับผู้บริหารที่ไม่พอใจ การพาที่ประชุมที่กำลังเถียงกันกลับมาที่ประเด็น หรือการบอกข่าวร้ายกับลูกค้า สิ่งพวกนี้เกิดขึ้นในห้องปิด ทำเสร็จแล้วหายไป ไม่เหลือร่องรอยให้ใครศึกษา น้องที่ถูกส่งไปทำงานแบบนี้ครั้งแรกจึงไม่ได้แค่ “ยังไม่เก่ง” แต่เขาไม่มีภาพในหัวด้วยซ้ำว่าเวลาทำได้ดี มันเป็นยังไง
🔴 ให้งานโดยไม่ให้เห็น คือให้คนวาดรูปโดยไม่เคยเห็นรูป
หัวหน้าที่ตั้งใจดีมักข้ามขั้นนี้ไปด้วยความหวังดี เขาคิดว่า “ให้ลองทำเลย เดี๋ยวเรียนรู้เอง” และก็จริงที่คนเรียนรู้จากการทำ แต่การเรียนรู้จากการทำโดยไม่มีภาพของ “ดี” อยู่ในหัว มักกลายเป็นการเรียนรู้ที่ช้าและเจ็บเกินจำเป็น น้องจะรู้แค่ว่าครั้งนี้ไม่ดี แต่ไม่รู้ว่าดีควรเป็นยังไง และฟีดแบ็กที่ได้รับหลังงานก็จะเป็นคำที่เขาไม่มีภาพประกอบ เช่น “ควรคุมจังหวะให้ดีกว่านี้” ซึ่งแปลเป็นการกระทำไม่ได้ ถ้าไม่เคยเห็นใครคุมจังหวะ
ในทางกลับกัน น้องที่ได้นั่งในห้องเจรจาสักสองสามครั้งก่อนจะถูกส่งไปเอง จะมีสิ่งที่เรียกว่า “ภาพอ้างอิง” ตอนเจอสถานการณ์คล้ายกัน สมองจะดึงภาพนั้นขึ้นมาเทียบ และฟีดแบ็กที่ได้รับหลังจากนั้นก็จะมีที่ให้เกาะ
🔴 เรื่องนี้เป็นเรื่องของวิธีคิดของหัวหน้า ไม่ใช่เรื่องของเวลา
ข้ออ้างว่าไม่มีเวลาฟังขึ้นเสมอ แต่การให้เห็นแทบไม่ได้ใช้เวลาเพิ่ม มันใช้แค่การตัดสินใจเล็ก ๆ ก่อนประชุมสำคัญว่า “จะพาใครเข้าไปนั่งด้วย” และตัดสินใจอีกเล็กน้อยหลังจบว่าจะใช้ห้านาทีถามเขาว่า “เห็นอะไรบ้าง” สิ่งที่หัวหน้าต้องยอมคือความไม่สบายใจเล็ก ๆ ที่มีคนเห็นตัวเองทำงานในจังหวะที่ยังไม่เรียบร้อย ซึ่งก็คือจังหวะที่น้องเรียนรู้ได้มากที่สุดพอดี
สิ่งที่ควรระวังคือการ “ให้เห็น” อย่างเดียวไม่พอ ถ้าน้องนั่งฟังเฉย ๆ เขาจะเห็นแค่ผลลัพธ์ ไม่เห็นการตัดสินใจ หัวหน้าที่ใช้เครื่องมือนี้เก่งจะบรีฟสั้น ๆ ก่อนเข้าห้องว่า “วันนี้ให้สังเกตว่าพี่จะยอมเรื่องไหนบ้าง และลองเดาว่าทำไม” แล้วหลังจบก็ไม่เฉลยทันที แต่ถามก่อนว่าเขาเดาว่าอะไร การที่น้องต้องเดาเหตุผลเบื้องหลังสิ่งที่เห็น คือจุดที่การสังเกตเปลี่ยนเป็นการคิด และนั่นคือสิ่งที่เราอยากให้เกิด
🔴 คำถามที่หัวหน้าควรถามตัวเอง
ลองไล่ดูงานสองสามอย่างที่อยากให้น้องทำได้ภายในปีหน้า แล้วถามว่าในปีที่ผ่านมา เขาเคยเห็นใครทำงานแบบนั้นแบบใกล้ ๆ กี่ครั้ง ถ้าคำตอบคือศูนย์ การมอบงานนั้นให้เขาในปีหน้าไม่ใช่ stretch assignment แต่คือการให้คนวาดรูปที่ไม่เคยเห็น แล้วแปลกใจที่รูปออกมาไม่เหมือน
การพัฒนาคนไม่ได้เริ่มที่วันที่เราให้งานเขา แต่เริ่มก่อนหน้านั้น ในวันที่เราตัดสินใจว่าจะเปิดประตูห้องให้เขาเห็นหรือไม่
——————————————————
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน
dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี
หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น
✏️Analytical Thinking
✏️Critical Thinking
✏️Strategic Thinking
✏️Six Thinking Hats
✏️Business Storytelling
สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots



ความคิดเห็น