top of page

การสื่อสารกับทีมจะสำเร็จตอนที่เขาเล่าต่อได้ถูกโดยไม่มีเรา

10 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

ห้องประชุมเลิกตอนบ่ายสาม คุณอธิบายทิศทางของโปรเจกต์ไปสี่สิบนาที มีสไลด์สิบสองหน้า มีคนถามสองคำถาม ตอบได้ชัดทั้งคู่ ทุกคนพยักหน้า เดินออกจากห้องด้วยความรู้สึกว่าเรื่องนี้จบแล้ว


วันรุ่งขึ้น หัวหน้าทีมคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในห้องนั้น เล่าเรื่องเดียวกันให้ลูกทีมห้าคนฟังในเวลาแปดนาที ไม่มีสไลด์ ไม่มีคุณอยู่ตรงนั้น และนั่นคือเวอร์ชันที่คนอีกห้าคนจะใช้ทำงานจริงไปอีกสามเดือน


เราวัดความสำเร็จของการสื่อสารกันที่จุดที่ผิดมาตลอด เราวัดตอนที่คนฟังพยักหน้า ทั้งที่งานจริงของข้อความส่วนใหญ่ในองค์กรไม่ได้จบที่คนฟังชุดแรก ข้อความต้องเดินทางต่อผ่านปากของคนอื่น ผ่านแชทที่ถูกก็อปไปวาง ผ่านการสรุปสามบรรทัดในกลุ่มไลน์ และในการเดินทางแต่ละทอด มันจะสูญเสียบางอย่างไปเสมอ คำถามคือมันสูญเสียอะไร


สิ่งที่หายไปก่อนเป็นอันดับแรกคือ “เหตุผลเบื้องหลัง” คนเล่าต่อจะเก็บข้อสรุปไว้เพราะมันสั้นและจำง่าย แต่ทิ้งที่มาที่ไปเพราะมันยาว ผลคือทีมปลายทางได้รับคำสั่งโดยไม่ได้รับตรรกะ พวกเขาจึงทำตามได้ แต่ปรับตัวไม่ได้ พอเจอสถานการณ์ที่ไม่ตรงกับที่วางไว้ ก็ไม่มีอะไรให้ใช้คิดต่อ นอกจากเดาว่าเจ้าของเรื่องน่าจะอยากได้อะไร


สิ่งที่หายไปเป็นอันดับสองคือ “ขอบเขต” ประโยคที่คุณพูดว่า “ในกรณีลูกค้ารายใหญ่ เราจะยืดหยุ่นเรื่องเงื่อนไขได้” มักเดินทางต่อในรูป “เขาบอกว่ายืดหยุ่นได้” เงื่อนไขหายไปหนึ่งท่อน และความหมายกลับด้าน


ถ้ามองแบบนี้ การสื่อสารที่ดีจึงไม่ใช่การพูดให้ครบ แต่คือการออกแบบข้อความให้ทนทานต่อการถูกเล่าซ้ำ และงานนี้เริ่มก่อนเปิดปากเสมอ เพราะสิ่งที่ทำให้ข้อความบิดง่ายที่สุดคือตัวคนพูดเองยังคิดไม่ตกผลึก เมื่อเรายังไม่ชัดว่าแก่นคืออะไร เราจะพูดทุกอย่างด้วยน้ำหนักเท่ากัน แล้วปล่อยให้คนฟังเป็นคนเลือกเองว่าอะไรสำคัญ ซึ่งเขาจะเลือกสิ่งที่จำง่ายที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด


วิธีที่ใช้ได้จริงและง่ายกว่าที่คิด คือเปลี่ยนคำถามปิดท้ายการประชุม จาก “มีใครสงสัยตรงไหนไหม” ซึ่งแทบไม่เคยได้คำตอบจริง เป็น “เดี๋ยวพรุ่งนี้ที่ต้องไปเล่าให้ทีมฟัง จะเล่าว่ายังไง” แล้วเงียบรอ ให้เขาเล่าออกมาสักหนึ่งนาที คุณจะได้ยินทันทีว่าท่อนไหนรอด ท่อนไหนหล่นหาย และมันจะไม่ใช่ท่อนที่คุณเดาไว้


อีกอย่างที่ช่วยได้มากคือการเตรียม “เวอร์ชันสามประโยค” ไว้ให้เขาตั้งแต่ต้น หนึ่งประโยคบอกว่าเราจะทำอะไร หนึ่งประโยคบอกว่าทำไมถึงเลือกทางนี้แทนทางอื่น และหนึ่งประโยคบอกว่าอะไรที่ยังไม่รวมอยู่ในนี้ ถ้าคุณไม่เตรียมสามประโยคนี้ให้เขา เขาจะเขียนเองอยู่ดี เพียงแต่คุณจะไม่มีวันได้เห็นว่าเขาเขียนว่าอะไร


สิ่งนี้บังคับให้เราคิดให้จบก่อนพูด การจะสรุปเรื่องซับซ้อนให้เหลือสามประโยคที่คนอื่นเอาไปเล่าต่อได้โดยไม่เพี้ยน ทำได้อย่างเดียวคือต้องรู้จริงว่าอะไรคือแกน อะไรคือรายละเอียด และคนที่ยังแยกสองอย่างนี้ไม่ออก จะพูดยาวเสมอ


ข้อความของคุณจะถูกเล่าต่อโดยคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะบิดมันเลย คำถามจึงไม่ใช่ว่าเขาเข้าใจไหม แต่คือสิ่งที่เขาจะจำได้พรุ่งนี้ มันยังเป็นเรื่องเดียวกับที่คุณตั้งใจจะบอกหรือเปล่า


——————————————————

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน


dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี


หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น


✏️Analytical Thinking

✏️Critical Thinking

✏️Strategic Thinking

✏️Six Thinking Hats

✏️Business Storytelling


สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots


 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page