top of page

Default Mode Network กับต้นทุนที่มองไม่เห็นในองค์กร

  • 23 ก.พ.
  • ยาว 1 นาที

องค์กรส่วนใหญ่บริหารต้นทุนจากสิ่งที่วัดได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ เวลา หรือทรัพยากรบุคคล แต่มีต้นทุนอีกประเภทหนึ่งที่ไม่เคยปรากฏในรายงานทางการเงิน นั่นคือต้นทุนจาก “ความคิดที่วนซ้ำ” ภายในสมองของพนักงาน ต้นทุนนี้ไม่ส่งเสียงดัง ไม่ปรากฏเป็นตัวเลขชัดเจน แต่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณภาพการตัดสินใจในระดับองค์กร


ในทางประสาทวิทยา เครือข่ายสมองที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Default Mode Network (DMN) ซึ่งถูกอธิบายไว้ในหนังสือ How to Make Your Brain Your Best Friend ว่าเป็นระบบที่ทำงานเมื่อสมองไม่ได้จดจ่อกับภารกิจเฉพาะหน้า มันคือโหมดอัตโนมัติของการคิดทบทวนตัวเอง การย้อนกลับไปหาความผิดพลาด และการคาดการณ์อนาคต


เมื่อ DMN ทำงานในระดับที่สมดุล มันช่วยให้เราเรียนรู้จากอดีตและวางแผนอนาคต แต่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความกดดัน ความไม่ชัดเจน และการประเมินอย่างต่อเนื่อง DMN สามารถกลายเป็นวงจรของความกังวลและการตั้งคำถามกับคุณค่าในตัวเอง และนี่คือจุดเริ่มต้นของต้นทุนที่มองไม่เห็น


Cognitive Bandwidth ที่ถูกดึงออกจากงานหลัก


พนักงานจำนวนมากไม่ได้เหนื่อยเพราะปริมาณงานเพียงอย่างเดียว แต่เหนื่อยเพราะพื้นที่ความคิดส่วนหนึ่งถูกใช้ไปกับคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดเจน เช่น “ฉันทำได้ดีพอหรือยัง” หรือ “สิ่งที่ฉันพูดในที่ประชุมถูกตีความอย่างไร” เมื่อสมองต้องจัดการกับภัยคุกคามทางสังคมที่ไม่แน่นอน มันจะดึงพลังงานออกจากกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์โดยอัตโนมัติ


สิ่งที่องค์กรเห็นคือผลงานที่ช้าลงหรือความคิดที่ไม่เฉียบคม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ bandwidth ทางความคิดถูกแบ่งไปให้กับระบบป้องกันภัยของสมอง


ความไม่ชัดเจนคือเชื้อเพลิงของ DMN


การสื่อสารที่คลุมเครือ เป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงบ่อย หรือ feedback ที่ไม่เฉพาะเจาะจง ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้สมองเติมช่องว่างด้วยการคาดเดา เมื่อข้อมูลไม่เพียงพอ DMN จะทำหน้าที่ตีความ และโดยธรรมชาติของระบบป้องกันภัย การตีความมักเอนเอียงไปทางความเสี่ยงมากกว่าความหวัง


ผลลัพธ์คือวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยการอ่านใจ การคาดการณ์ และความระมัดระวังเกินจำเป็น ซึ่งลดทอนความกล้าในการทดลองและนวัตกรรมโดยไม่รู้ตัว


Psychological Safety ในมุมมองประสาทวิทยา


หลายองค์กรพูดถึงความปลอดภัยทางจิตใจ แต่ในระดับสมอง มันคือการลดการกระตุ้นระบบเตือนภัย และลดการทำงานเกินเหตุของ DMN เมื่อพนักงานรู้สึกว่าความผิดพลาดไม่เท่ากับการถูกลดคุณค่า สมองจะย้ายจากโหมดป้องกันไปสู่โหมดสำรวจ


โหมดสำรวจคือสภาวะที่สมองเปิดรับข้อมูลใหม่ กล้าทดลอง และเชื่อมโยงแนวคิดอย่างสร้างสรรค์ ความแตกต่างระหว่างสองโหมดนี้ไม่ใช่เรื่องอารมณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการจัดการพลังงานประสาทในองค์กร


บทบาทของผู้นำในฐานะผู้ออกแบบสภาพแวดล้อมของสมอง


ผู้นำไม่ได้มีหน้าที่เพียงกำหนดกลยุทธ์ แต่มีบทบาทสำคัญในการออกแบบบริบทที่กำหนดว่าสมองของทีมจะทำงานในโหมดใด ความชัดเจน ความสม่ำเสมอ และการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา คือเครื่องมือที่ช่วยลดภาระของ DMN


เมื่อพนักงานไม่ต้องใช้พลังงานไปกับการป้องกันตัวเอง พวกเขาจะมีพื้นที่ทางความคิดมากพอสำหรับการแก้ปัญหาเชิงลึกและการสร้างคุณค่าใหม่


จากต้นทุนที่มองไม่เห็น สู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์


ต้นทุนที่แพงที่สุดในองค์กรอาจไม่ใช่เงินเดือนหรือเครื่องมือ แต่คือสมองที่กำลังต่อสู้กับภัยคุกคามที่ไม่มีอยู่จริง องค์กรที่เข้าใจกลไกของ Default Mode Network จะเริ่มตั้งคำถามใหม่ ไม่ใช่ว่าจะทำให้คนทำงานหนักขึ้นอย่างไร แต่จะทำให้สมองของพวกเขาไม่ต้องทำงานป้องกันตัวเองตลอดเวลาได้อย่างไร


เมื่อ DMN ลดการทำงานเกินจำเป็น สิ่งที่ปรากฏขึ้นไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แต่คือความชัดเจน ความกล้าตัดสินใจ และพลังสร้างสรรค์ที่ถูกปลดปล่อยออกมา


ในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่กลยุทธ์ที่ซับซ้อนกว่า แต่อยู่ที่องค์กรที่เข้าใจว่าคุณภาพของผลลัพธ์ เริ่มต้นจากคุณภาพของสภาวะสมองของคนทำงาน.

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page