top of page

Curse of Knowledge: ทำไม “ยิ่งเก่ง” กลับทำให้เราอธิบายงานให้คนอื่นเข้าใจยากขึ้น

  • 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

ลองนึกถึงภาพนี้ คุณเพิ่งอธิบายวิธีทำงานชิ้นหนึ่งให้น้องในทีมฟังจนจบ เรื่องนี้คุณทำมาเป็นร้อยครั้ง มันชัดเจนในหัวคุณมากจนแทบไม่ต้องคิด พออธิบายเสร็จคุณถามว่า “เข้าใจไหม” น้องพยักหน้า แต่พองานส่งกลับมา มันไม่ใช่อย่างที่คุณนึกไว้เลยสักนิด


คำถามที่หลายคนถามต่อในใจคือ “ทำไมเขาฟังไม่รู้เรื่อง” แต่บางครั้งคำถามที่ตรงจุดกว่าอาจเป็น “ทำไมเรา อธิบายไม่รู้เรื่อง” — และคำตอบของมันน่าสนใจกว่าที่คิด


กับดักที่ชื่อว่า “คำสาปของคนรู้เยอะ”


มีกับดักความคิดตัวหนึ่งชื่อ “Curse of Knowledge” (คำสาปของความรู้) มันคือภาวะที่เมื่อเรารู้อะไรบางอย่างดีจนกลายเป็นเรื่องอัตโนมัติ เราจะ “นึกไม่ออก” อีกต่อไปว่าการยังไม่รู้สิ่งนั้นมันรู้สึกยังไง ยิ่งเชี่ยวชาญมากเท่าไหร่ ช่องว่างระหว่างหัวเรากับหัวคนฟังก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น


ฟังดูย้อนแย้ง เพราะเรามักเชื่อว่า “ยิ่งเก่ง ยิ่งสอนเก่ง” แต่ความจริงหลายครั้งกลับตรงกันข้าม คนที่เพิ่งเรียนรู้เรื่องหนึ่งมาหมาด ๆ มักอธิบายให้มือใหม่เข้าใจได้ดีกว่าผู้เชี่ยวชาญ เพราะเขายัง “จำได้” ว่าจุดที่เคยงงอยู่ตรงไหน


เพลงที่ดังอยู่ในหัวเราคนเดียว


ปี 1990 Elizabeth Newton นักจิตวิทยาที่ Stanford ทำการทดลองที่เล่าซ้ำกันมาจนถึงวันนี้ เธอให้คนกลุ่มหนึ่งเป็น “คนเคาะ” เลือกเพลงที่ทุกคนรู้จักดี แล้วเคาะจังหวะเพลงนั้นลงบนโต๊ะ ให้อีกคนเป็น “คนฟัง” คอยทายว่าเป็นเพลงอะไร

ก่อนเริ่ม คนเคาะคาดว่าคนฟังน่าจะทายถูกราว ๆ ครึ่งหนึ่ง แต่ผลจริงคือทายถูกเพียง 2.5% เท่านั้น เหตุผลง่ายมาก ในหัวของคนเคาะมีเสียงเพลงดังครบทุกโน้ต พร้อมเนื้อร้องและเครื่องดนตรี แต่สิ่งที่คนฟังได้ยินจริง ๆ คือเสียง “ก๊อก ๆ” เปล่า ๆ บนโต๊ะเท่านั้น


นี่คือภาพของ Curse of Knowledge ที่ชัดที่สุด เวลาเราอธิบายงาน เราได้ยิน “เพลงเต็ม” ในหัวตลอดเวลา จนลืมไปว่าคนตรงหน้าได้ยินแค่เสียงเคาะ


มันแอบอยู่ในงานประจำวันมากกว่าที่คิด


หัวหน้าที่บรีฟงานด้วยประโยคสั้น ๆ เพราะคิดว่า “เรื่องนี้ใคร ๆ ก็เข้าใจ” ผู้เชี่ยวชาญที่พูดศัพท์เทคนิครัว ๆ ในที่ประชุมโดยไม่ทันสังเกตสีหน้าคนฟัง หรืออีเมลที่ข้ามขั้นตอนสำคัญไปเพราะมันชัดเจนเกินไปในหัวคนเขียน

ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ และไม่ได้แปลว่าคนฟัง “ไม่เก่ง” มันเกิดจากการที่เราประเมินผิดว่า “สิ่งที่ชัดสำหรับเรา” จะชัดสำหรับคนอื่นเท่ากัน


ทางออกไม่ใช่ “พูดให้เยอะขึ้น” แต่คือ “คิดให้ต่างขึ้น”


หลายคนพอรู้ปัญหานี้ก็แก้ด้วยการพูดให้ละเอียดขึ้น ยาวขึ้น ช้าลง แต่นั่นคือการแก้ที่ปลายทาง เพราะถ้าพื้นฐานวิธีคิดยังเหมือนเดิม เราก็จะพูดเยอะขึ้นในเรื่องที่เรามองว่าสำคัญ ซึ่งอาจไม่ใช่จุดที่คนฟังติดขัดอยู่ดี


แก่นจริง ๆ คือการฝึก “วิธีคิด” แบบหนึ่งที่เรียกว่า การคิดแบบสวมมุมคนอื่น (Perspective-taking) — ก่อนจะเปิดปากอธิบาย ให้ถอยออกมาถามตัวเองก่อนว่า “คนฟังคนนี้ รู้อะไรอยู่แล้วบ้าง และยังไม่รู้อะไร” การสื่อสารที่ดีจึงไม่ได้เริ่มที่การเลือกคำพูด แต่เริ่มที่การประเมินหัวของคนฟังให้แม่นขึ้น


ลองเปลี่ยนสามจุดเล็ก ๆ ดู หนึ่ง ก่อนอธิบายเรื่องที่เราถนัด ลิสต์สั้น ๆ ในใจว่า “อะไรที่เรารู้จนลืมไปแล้วว่าคนอื่นอาจไม่รู้” สอง เลิกถามว่า “เข้าใจไหม” เพราะคำตอบมักเป็น “เข้าใจ” เสมอ ให้เปลี่ยนเป็น “ลองเล่าให้ฟังหน่อยว่าจะเอาไปทำต่อยังไง” แล้วฟังว่าช่องว่างอยู่ตรงไหน สาม สังเกตจุดที่คนฟังเงียบหรือทำหน้างง นั่นคือ “เสียงเคาะ” ที่กำลังบอกเราว่าเพลงในหัวเรายังไม่ได้ส่งถึงเขา


การสื่อสารที่พังบ่อยที่สุดในที่ทำงาน มักไม่ได้เกิดจากเราพูดน้อยเกินไป แต่เกิดจากเราลืมไปว่า คนฟังไม่ได้อยู่ในหัวเรา และยิ่งเรารู้เยอะเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องตั้งใจ “ถอยออกมามองจากที่นั่งของคนฟัง” มากขึ้นเท่านั้น

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page