Circle of Competence: เก่งเรื่องหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าเก่งทุกเรื่องที่อยู่ข้าง ๆ
- 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

ในห้องประชุมบ่ายวันหนึ่ง หัวหน้าฝ่ายที่ทำยอดขายได้เก่งที่สุดในบริษัทกำลังฟันธงเรื่องการเลือกเทคโนโลยีหลังบ้านของทีมวิศวกร ทุกคนเงียบและพยักหน้าตาม เพราะเขาคือคนที่ “เก่งที่สุดในห้อง” มาตลอด สามเดือนต่อมาระบบที่เลือกไปกลายเป็นภาระที่แก้ไม่จบ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขาโง่ แต่อยู่ที่เขากำลังตัดสินใจในเรื่องที่อยู่ “นอกเขต” ที่เขารู้จริง โดยที่ไม่มีใคร รวมทั้งตัวเขาเอง ทันสังเกต
🧠 เขตที่เรารู้จริง มีขอบของมัน
แนวคิด “Circle of Competence” หรือวงกลมแห่งความเชี่ยวชาญ ถูกทำให้เป็นที่รู้จักโดย Warren Buffett และ Charlie Munger และถูกรวบรวมไว้ในคลังกรอบคิดของ Farnam Street ใจความของมันเรียบง่ายจนน่าตกใจ ทุกคนมีวงความรู้ที่ตัวเองสั่งสมมาจริง ในวงนั้นเราเห็นรายละเอียด รู้ว่าอะไรสำคัญ และคาดเดาได้แม่นกว่าคนทั่วไป แต่สิ่งที่ชี้ขาดคุณภาพการตัดสินใจ ไม่ใช่ขนาดของวง หากเป็นการรู้ว่า “ขอบของวง” อยู่ตรงไหน
จุดที่คนพลาดกันมากที่สุด ไม่ใช่ตอนอยู่ลึกในวงหรือตอนอยู่ไกลนอกวง เพราะสองกรณีนั้นเรามักรู้ตัว คนที่ไม่เคยเขียนโค้ดย่อมรู้ว่าตัวเองไม่ควรออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ จุดอันตรายจริงคือ “บริเวณขอบ” ที่เรารู้พอจะมีความเห็น แต่ไม่พอจะรู้ว่าความเห็นนั้นมีรูโหว่ตรงไหน ความเก่งในเรื่องหนึ่งสร้างความมั่นใจที่ไหลข้ามไปเรื่องข้าง ๆ ได้ง่ายเกินคาด
🧠 ทำไมยิ่งเก่ง ยิ่งเสี่ยงจะข้ามเขต
ความสำเร็จในสนามหนึ่งให้ทั้งความรู้และ “ความรู้สึกว่าตัวเองอ่านเกมออก” ปัญหาคืออย่างหลังนั้นพกพาข้ามสนามได้ ทั้งที่อย่างแรกพกไม่ได้ คนที่บริหารการเงินเก่งจึงเผลอมั่นใจกับการตัดสินใจด้านคน คนที่ทำการตลาดเก่งจึงเผลอฟันธงเรื่องกฎหมาย และเพราะสถานะในองค์กรทำให้เสียงของเขาดังกว่าคนอื่น ความมั่นใจที่วางผิดที่จึงกลายเป็นการตัดสินใจของทั้งทีม
Farnam Street ตั้งข้อสังเกตไว้คมมากว่า เมื่อ “อีโก้” ไม่ใช่ “ความสามารถ” เป็นตัวกำหนดว่าเราจะลงมือทำอะไร เมื่อนั้นเราจะมีจุดบอดเสมอ ประโยคนี้อธิบายได้ว่าทำไมคนฉลาดถึงตัดสินใจโง่ ๆ ได้ ไม่ใช่เพราะสติปัญญาหด แต่เพราะเขาหยุดถามว่าเรื่องนี้อยู่ในวงของเขาจริงหรือเปล่า
🧠 วิธีคิดที่พากลับเข้าเขต
ประโยชน์ของกรอบคิดนี้ไม่ได้อยู่ที่การทำให้เราขี้กลัวหรือไม่กล้าออกความเห็นข้ามสาย แต่อยู่ที่การเพิ่มคำถามหนึ่งเข้าไปก่อนฟันธง นั่นคือ “เรื่องนี้ ฉันรู้จริงจากประสบการณ์ หรือแค่รู้สึกว่าน่าจะรู้” คำถามสั้น ๆ นี้ทำหน้าที่เหมือนเส้นเตือนขอบวง มันไม่ได้ห้ามเราเดินออกไป แต่บังคับให้เรารู้ตัวว่ากำลังเดินออก และเมื่อรู้ตัวแล้ว ทางเลือกก็เปิดขึ้น เราจะถามคนที่อยู่ในวงนั้นจริง จะฟังมากขึ้นก่อนสรุป หรือจะยอมรับว่าตรงนี้เราเป็นคนตัดสินใจที่แย่กว่าคนอื่นในห้อง
น่าสนใจว่าการรู้ขอบวงกลับขยายอำนาจการตัดสินใจของเรา ไม่ใช่ลดมันลง เพราะเมื่อเรารู้ว่าอะไรอยู่นอกวง เราจะรู้ทันทีว่าควรมอบเรื่องนั้นให้ใคร ควรเชื่อที่ปรึกษาคนไหน และควรลงแรงเรียนรู้ตรงไหนถ้าอยากขยายวงให้กว้างขึ้นจริง คนที่ยอมรับว่า “เรื่องนี้ฉันไม่ถนัด” ได้อย่างสบายใจ มักเป็นคนที่ทีมไว้ใจให้ตัดสินใจเรื่องใหญ่มากกว่า เพราะเขาพิสูจน์แล้วว่าเขาแยกออกระหว่างสิ่งที่รู้กับสิ่งที่เดา
แก่นของมันจึงไม่ใช่ “รู้ให้มากที่สุด” แต่คือ “รู้ให้ชัดที่สุดว่าตัวเองรู้แค่ไหน” ความเก่งที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่วงกว้างเท่าไร แต่วัดกันที่เราเห็นเส้นขอบของตัวเองคมแค่ไหน และคนที่มองเห็นขอบของตัวเองชัด มักเป็นคนที่เดินออกไปข้างนอกได้อย่างระวัง แทนที่จะเดินออกไปโดยไม่รู้ตัวว่าออกมาแล้ว
——————————————————
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน
dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี
หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น
✏️Analytical Thinking
✏️Critical Thinking
✏️Strategic Thinking
✏️Six Thinking Hats
✏️Business Storytelling
สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots



ความคิดเห็น