top of page

Chesterton's Fence: อย่าเพิ่งรื้อ "รั้ว" ถ้ายังไม่รู้ว่าใครตั้งมันไว้ทำไม

  • 9 ก.ค.
  • ยาว 1 นาที

เวลาผู้บริหารหรือคนใหม่เข้ามาในองค์กร เรามักเห็นภาพเดิม ๆ คือเจอขั้นตอนที่ดูยุ่งยาก แล้วรีบสรุปว่า “ยกเลิกได้เลย” เพราะมันดูไม่จำเป็น และหลายครั้งการตัดสินใจแบบนี้ก็ถูกชื่นชมว่าเป็นความกล้าของผู้นำ


แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ความมั่นใจนั้นมาจาก "ความเข้าใจ" หรือมาจาก "การมองไม่เห็น" กันแน่


🧠 รั้วกลางทุ่งของ Chesterton


นักเขียนชาวอังกฤษชื่อ G.K. Chesterton เคยเล่าภาพเปรียบเทียบที่ถูกหยิบมาใช้ซ้ำมาเกือบร้อยปีโดยเขาบอกว่าถ้าคุณเดินไปเจอรั้วตั้งขวางอยู่กลางทุ่ง แล้วมองยังไงก็ไม่เห็นประโยชน์ของมัน บางคนจะใจร้อนจะพูดทันทีว่า "รื้อทิ้งเถอะ" ส่วนบางคนจะตอบว่า ถ้าคุณยังไม่รู้ว่ารั้วนี้มีไว้ทำไม ผมจะไม่ให้คุณรื้อ กลับไปคิดมาก่อน เมื่อไหร่ที่คุณบอกได้ว่ามันถูกสร้างมาเพื่ออะไร ค่อยมาคุยกันว่าจะรื้อดีไหม


หลักคิดนี้ถูกเรียกกันต่อมาว่า "Chesterton's Fence" (รั้วของเชสเตอร์ตัน) และแก่นของมันเรียบง่ายมาก คือ ของที่ดูไร้เหตุผล ไม่ได้แปลว่าไม่มีเหตุผล มันอาจแค่มีเหตุผลที่เรามองไม่เห็นจากจุดที่เรายืนอยู่


🧠 ขั้นตอน "ไร้สาระ" คือแผลเป็นของปัญหาเก่า


ในที่ทำงาน รั้วของ Chesterton มีอยู่เต็มไปหมด แบบฟอร์มที่ต้องกรอกซ้ำสองรอบ การประชุมสั้น ๆ ทุกเช้าวันจันทร์ กฎที่ว่าเอกสารบางประเภทต้องให้อีกแผนกตรวจก่อนส่งออก ทั้งหมดนี้ในสายตาคนมาใหม่คือ "ความอืดอาด" ที่รอการถูกกำจัด


แต่ถ้าลองย้อนถามคนที่อยู่มานาน เรามักพบเรื่องราวคล้ายกัน คือขั้นตอนพวกนี้แทบไม่เคยเกิดจากความอยากสร้างภาระ มันมักเกิดขึ้น "หลังจาก" ความเสียหายบางอย่าง เอกสารเคยหลุดไปถึงลูกค้าพร้อมตัวเลขผิด งานเคยตกหล่นเพราะไม่มีใครรู้ว่าใครถืออะไรอยู่ กฎที่ดูไร้สาระในวันนี้ จึงเป็นเหมือน "แผลเป็น" ของปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจริง เพียงแต่ตัวปัญหาจางหายไปจากความทรงจำขององค์กรแล้ว เหลือไว้แค่รั้วที่ไม่มีใครจำได้ว่าสร้างไว้ทำไม


จุดที่อันตรายคือ พอเราไม่เห็นปัญหา เราก็สรุปว่าปัญหาไม่มี ทั้งที่บางครั้งเหตุผลที่เราไม่เห็นปัญหา ก็เพราะรั้วนั้นกำลังกันมันอยู่นั่นเอง เหมือนคนที่เลิกกินยาเพราะรู้สึกสบายดี โดยลืมไปว่าที่สบายดีก็เพราะยาที่กินอยู่


🧠 นี่ไม่ใช่ข้ออ้างให้อยู่กับที่


อย่างไรก็ตาม ต้องพูดให้ชัดว่า Chesterton's Fence ไม่ได้บอกให้เรากอดทุกอย่างที่มีอยู่ไว้แน่น ๆ รั้วจำนวนมากสมควรถูกรื้อจริง ๆ เพราะปัญหาที่มันเคยกันได้ตายไปนานแล้ว หรือมีวิธีใหม่ที่ดีกว่ามาแทน องค์กรที่ไม่กล้ารื้ออะไรเลยก็อืดจนแข่งกับใครไม่ได้เหมือนกัน


สิ่งที่หลักคิดนี้ขอมีแค่ข้อเดียว คือให้ "เข้าใจก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ" ไม่ใช่ "ไม่เข้าใจ เลยตัดสินใจ" ฟังดูต่างกันนิดเดียว แต่มันคือเส้นแบ่งระหว่างการปฏิรูปกับการทุบสุ่ม เพราะคนที่รื้อรั้วโดยเข้าใจว่ามันเคยกันอะไร จะรู้ว่าต้องเตรียมอะไรมารองรับ ส่วนคนที่รื้อเพราะ "มองไม่เห็นประโยชน์" จะได้รู้ว่ารั้วนั้นกันอะไรอยู่ ก็ตอนที่สิ่งนั้นทะลุเข้ามาแล้ว


🧠 คำถามเดียวที่เปลี่ยนคุณภาพการตัดสินใจ


ในทางปฏิบัติ หลักคิดนี้แปลงเป็นคำถามสั้น ๆ ก่อนจะเปลี่ยนอะไรก็ตามว่า "สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร"


ถ้าตอบได้ชัด และมั่นใจว่าปัญหานั้นไม่อยู่แล้วหรือมีทางแก้ที่ดีกว่า ก็รื้อได้อย่างสบายใจ แต่ถ้าตอบไม่ได้ นั่นไม่ใช่สัญญาณให้รีบรื้อ แต่เป็นสัญญาณให้ไปหาคำตอบก่อน ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือถามคนที่อยู่มาก่อนว่า "ขั้นตอนนี้มีที่มายังไง" คำถามเดียวนี้ใช้เวลาไม่กี่นาที แต่บ่อยครั้งมันเปิดเผยประวัติศาสตร์ที่ไม่มีอยู่ในคู่มือเล่มไหน


ที่ลึกกว่านั้น นี่คือการฝึก "ความถ่อมตัวทางความคิด" อย่างหนึ่ง คือการยอมรับว่ามุมที่เรายืนอยู่อาจยังเห็นไม่ครบ คนที่มาก่อนเราไม่ได้โง่กว่าเราเสมอไป เขาแค่เจอโจทย์ที่เรายังไม่เคยเจอ การตั้งคำถามกับของเก่าจึงยังจำเป็นเสมอ แต่ควรถามเพื่อ "เข้าใจ" ก่อนถามเพื่อ "ล้ม"


เพราะสุดท้ายแล้ว คุณภาพของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้วัดจากความกล้ารื้อ แต่วัดจากว่าเรารู้หรือเปล่าว่ากำลังรื้ออะไรอยู่


——————————————————

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน


dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี


หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น


✏️Analytical Thinking

✏️Critical Thinking

✏️Strategic Thinking

✏️Six Thinking Hats

✏️Business Storytelling


สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots https://lin.ee/qK4e3Vx

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page