top of page

Framing Effect: โจทย์เดียวกัน เล่าคนละกรอบ แล้วคนตัดสินใจกลับด้านกันทั้งห้อง

  • 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

ในการทดลองคลาสสิกของ Amos Tversky และ Daniel Kahneman ผู้เข้าร่วมถูกให้เลือกแผนรับมือโรคระบาดสองแผน กลุ่มแรกได้อ่านโจทย์ที่เล่าด้วยกรอบ “จำนวนคนที่จะรอด” ประมาณ 72% เลือกแผนที่ให้ผลแน่นอน ส่วนกลุ่มที่สองได้อ่านโจทย์เดียวกันเป๊ะในเชิงตัวเลข เพียงแต่เล่าด้วยกรอบ “จำนวนคนที่จะเสียชีวิต” คราวนี้คนส่วนใหญ่กลับเลือกแผนที่เสี่ยงกว่า


ตัวเลขเท่ากัน ทางเลือกเท่ากัน สิ่งเดียวที่ต่างคือคำที่ใช้เล่า


งานวิจัยรุ่นหลังที่พยายามทำซ้ำการทดลองนี้พบว่าปรากฏการณ์นี้มีอยู่จริง แม้ขนาดของผลจะไม่เท่ากันทุกครั้งและขึ้นกับถ้อยคำที่ใช้ ประเด็นที่ยังยืนอยู่คือ “กรอบ” มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจมากกว่าที่เราคิดว่าตัวเองจะยอมให้มันมี


กรอบไม่ได้อยู่แค่ในห้องทดลอง


ในที่ทำงาน เราเจอเรื่องนี้ทุกวันโดยไม่รู้ตัว


“โครงการนี้สำเร็จมาแล้วเจ็ดครั้งจากสิบ” กับ “โครงการนี้ล้มเหลวไปแล้วสามครั้งจากสิบ” คือข้อมูลชุดเดียวกัน แต่ให้ความรู้สึกต่างกันคนละเรื่อง คนที่ได้ยินประโยคแรกมักถามว่าจะเริ่มเมื่อไหร่ ส่วนคนที่ได้ยินประโยคหลังมักถามว่าเรามีแผนสำรองหรือยัง


หรือเวลารีวิวงานทีม การพูดว่า “งานชิ้นนี้ยังขาดอีกสองจุด” กับ “งานชิ้นนี้ทำได้ครบแปดจากสิบจุด” ก็ให้ข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่สร้างพลังงานในการทำงานต่อไม่เท่ากันเลย


เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่ามีใครกำลังหลอกใคร กรอบเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของภาษา เพราะทุกครั้งที่เราเล่าอะไรสักอย่าง เราต้องเลือกว่าจะเริ่มเล่าจากมุมไหน และการเลือกนั้นก็ส่งคนฟังไปยืนที่จุดใดจุดหนึ่งเสมอ


ทำไมสมองถึงยอมให้กรอบพาไป


คำอธิบายที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือคนเรารู้สึกกับ “การเสีย” แรงกว่า “การได้” ในขนาดที่เท่ากัน เมื่อโจทย์ถูกเล่าในกรอบของการได้ เราจึงอยากรักษาสิ่งที่ได้ไว้และเลือกทางที่แน่นอน แต่พอโจทย์ถูกเล่าในกรอบของการเสีย เรากลับยอมเสี่ยงเพื่อหนีความสูญเสียนั้น


ที่น่าสนใจกว่าคือ ต่อให้รู้ทฤษฎีนี้แล้ว เราก็ยังโดนอยู่ดี เพราะการรับกรอบเกิดขึ้นเร็วกว่าการตรวจสอบเสมอ กว่าเราจะรู้ตัวว่ากำลังใช้กรอบไหน เรามักตัดสินใจในใจไปเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่เหลือคือการหาเหตุผลมารองรับความรู้สึกนั้น


วิธีตรวจกรอบโดยไม่ต้องรื้อทั้งการประชุม


วิธีที่ง่ายที่สุดคือ “พลิกกรอบแล้วอ่านอีกรอบ” ก่อนตัดสินใจเรื่องที่มีน้ำหนัก ให้ลองเขียนข้อมูลชุดเดิมใหม่ด้วยกรอบตรงข้าม ถ้าเดิมเล่าด้วยโอกาสสำเร็จ ให้เขียนใหม่ด้วยอัตราความล้มเหลว ถ้าเดิมเล่าด้วยเงินที่จะประหยัดได้ ให้เขียนใหม่ด้วยเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มก่อนจะได้ประหยัด


ถ้าอ่านสองเวอร์ชันแล้วยังรู้สึกเหมือนเดิม แปลว่าการตัดสินใจนั้นน่าจะตั้งอยู่บนเนื้อของเรื่องจริง ๆ แต่ถ้าความรู้สึกกลับด้าน นั่นคือสัญญาณว่าเรากำลังตอบสนองต่อวิธีเล่า ไม่ใช่ตอบสนองต่อข้อเท็จจริง


อีกวิธีคือถามคนเสนอว่า “ถ้าเล่าเรื่องนี้แบบกลับด้าน มันจะฟังเป็นยังไง” คำถามนี้ทำให้ทั้งห้องได้เห็นทั้งสองกรอบพร้อมกัน แทนที่จะเห็นเพียงกรอบที่คนเสนอสะดวกใจที่สุด


วกกลับมาที่วิธีคิด


บทเรียนของเรื่องนี้ไม่ใช่ “อย่าเชื่อคนที่เล่าเก่ง” แต่คือการรู้ว่าทุกข้อมูลที่มาถึงเรา ผ่านการเลือกกรอบมาแล้วเสมอ แม้แต่ตอนที่เราเล่าให้ตัวเองฟังในหัว


คนที่คิดคมจึงไม่ได้เก่งเพราะรับข้อมูลได้มากกว่า แต่เพราะเขามีนิสัยเล็ก ๆ อย่างหนึ่งคือชอบถามว่า “เรื่องนี้ถ้าเล่าอีกแบบ จะยังชวนให้ตัดสินใจแบบเดิมไหม”


ครั้งล่าสุดที่คุณเห็นด้วยกับข้อเสนอใดข้อเสนอหนึ่งอย่างรวดเร็ว คุณเห็นด้วยกับเนื้อของมัน หรือเห็นด้วยกับวิธีที่มันถูกเล่า

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page