top of page

Exponential Growth Bias: ทำไมเรามองข้ามพลังของสิ่งเล็ก ๆ ที่ “ทบกัน” ทุกสัปดาห์

10 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

บ่ายวันศุกร์ในห้องประชุมเล็ก หัวหน้าทีมเปิดตารางงานค้างขึ้นจอ มีอยู่ 40 รายการ และสัปดาห์ที่ผ่านมาทีมปิดงานได้น้อยกว่างานใหม่ที่เข้ามาแค่ 2 ชิ้น มีคนพูดขึ้นว่า “แค่ 2 ชิ้นเอง ยังไหวอยู่” ทุกคนพยักหน้า แล้วประชุมก็จบลงอย่างสบายใจ


สามเดือนต่อมา ตารางงานค้างไม่ได้ยาวขึ้นแค่นิดหน่อย มันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ทีมต้องทิ้งงานใหม่เพื่อไปไล่ตามงานเก่า และไม่มีใครบอกได้ว่าเริ่มเสียการควบคุมตั้งแต่ตอนไหน


🔴 สมองเราเดาการเติบโตเป็นเส้นตรง ทั้งที่ของจริงหลายอย่างทบเป็นเส้นโค้ง


ในแวดวงพฤติกรรมศาสตร์มีชื่อเรียกอาการนี้ว่า Exponential Growth Bias (อคติในการมองการเติบโตแบบทบต้น) หมายถึงแนวโน้มที่คนประเมินการเติบโตแบบทบต้นต่ำกว่าความจริง เพราะสัญชาตญาณของเราคุ้นกับการเติบโตแบบบวกทีละเท่า ๆ กัน ไม่ใช่แบบคูณทับของเดิม


งานคลาสสิกที่เปิดประเด็นนี้คือของ Willem Wagenaar และ Sabato Sagaria ในปี 1975 ซึ่งพบว่าคนมักประเมินการเติบโตแบบทบต้นต่ำเกินไป ต่อมา Victor Stango และ Jonathan Zinman (2009) ศึกษาข้อมูลผู้บริโภคชาวอเมริกันแล้วพบว่า คนที่ตอบคำถามเรื่องดอกเบี้ยคลาดเคลื่อนมาก มีแนวโน้มมีหนี้ระยะสั้นสูงกว่า ออมน้อยกว่า และมีทรัพย์สินสุทธิต่ำกว่า งานช่วงหลังที่ใช้กลุ่มตัวอย่างตัวแทนชาวอเมริกันยังพบว่าราวหนึ่งในสามของคนมองการทบต้นเหมือนเป็นเส้นตรงทั้งหมดเลยทีเดียว


เรื่องนี้ฟังดูเป็นเรื่องการเงิน แต่ที่ทำงานมีของที่ทบต้นอยู่เต็มไปหมด


🔴 ตัวเลขที่ดูน้อยในหนึ่งรอบ อาจเป็นหลายเท่าเมื่อครบปี


ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าอะไรสักอย่างเพิ่มขึ้นเดือนละ 10% คนส่วนใหญ่จะคิดแบบเส้นตรงว่าหนึ่งปีก็เพิ่มประมาณ 120% หรือราวสองเท่าเศษ แต่ถ้ามันทบกันจริง ๆ ผลลัพธ์หลังสิบสองเดือนคือมากกว่าสามเท่า (1.1 ยกกำลัง 12 ได้ประมาณ 3.14) ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรารู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจึงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเวลาผ่านไป


ในงานจริง สิ่งที่ทบต้นแบบนี้มีทั้งด้านร้ายและด้านดี ด้านร้ายเช่น งานค้างที่ยิ่งเยอะยิ่งทำให้ทีมมีเวลาน้อยลงสำหรับการแก้ต้นเหตุ ซึ่งทำให้งานค้างยิ่งเยอะ ระบบที่ไม่เคยได้เก็บกวาดจนต้องใช้ทางลัดซ้อนทางลัด หรือความเข้าใจผิดเล็ก ๆ ในทีมที่ไม่มีใครแก้ จนกลายเป็นวิธีทำงานที่ทุกคนยึดถือ ส่วนด้านดีเช่น การเรียนรู้ที่ทุกครั้งที่เข้าใจเพิ่มหนึ่งเรื่อง ก็ทำให้เข้าใจเรื่องถัดไปได้เร็วขึ้น หรือการปรับปรุงกระบวนการทีละ 1% ที่ต่อยอดกันไปเรื่อย ๆ


🔴 ถามถึงปลายทางของอัตรา ไม่ใช่แค่ขนาดของวันนี้


งานวิจัยของกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้ยังชี้ว่าคนที่มีอคติสูงมักมั่นใจเกินจริงว่าตัวเองประเมินได้แม่น ซึ่งแปลว่าคนที่ต้องการเครื่องมือช่วยมากที่สุดมักไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องการ เราจึงควรสร้างนิสัยของการตั้งคำถามที่ดึงเส้นโค้งออกมาให้เห็น แทนที่จะรอให้ความรู้สึกเตือน


คำถามที่ใช้ได้ทันทีมีสามข้อ ข้อแรก สิ่งนี้เพิ่มหรือลดทีละเท่า ๆ กัน หรือทีละกี่เปอร์เซ็นต์ของของเดิม ข้อสอง ถ้าอัตรานี้ไม่เปลี่ยนไปอีกหกรอบ หน้าตาของมันจะเป็นอย่างไร เอาเครื่องคิดเลขมาคำนวณจริง อย่าใช้ความรู้สึกประมาณ ข้อสาม มีวงจรย้อนกลับ (feedback loop คือเมื่อผลลัพธ์วนกลับไปเป็นสาเหตุของตัวเอง) อยู่ตรงไหนบ้างที่ทำให้การเติบโตเร่งตัวขึ้นเอง


การถามแบบนี้ทำให้การตัดสินใจเปลี่ยนจุดโฟกัสจาก “วันนี้ยังไหวไหม” ไปเป็น “ถ้าปล่อยไว้ ปลายทางอยู่ตรงไหน” ซึ่งเป็นการคิดที่ไกลกว่าและตรงกว่า


สิ่งที่น่าเสียดายคือปัญหาที่ทบต้นมักเงียบมากในช่วงแรก มันไม่เสียงดังพอจะดึงความสนใจ จนกว่าจะสายเกินจะแก้ด้วยแรงเล็ก ๆ ส่วนสิ่งดี ๆ ที่ทบต้นก็เงียบไม่แพ้กัน จนหลายคนเลิกทำก่อนถึงช่วงที่เส้นโค้งเริ่มชัน


ความต่างระหว่างทีมที่ควบคุมได้กับทีมที่ไล่ตามไม่ทัน บางครั้งไม่ใช่ความขยัน แต่คือใครเห็นเส้นโค้งก่อนกัน


——————————————————

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน


dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี


หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น


✏️Analytical Thinking

✏️Critical Thinking

✏️Strategic Thinking

✏️Six Thinking Hats

✏️Business Storytelling


สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE @dots


 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page