top of page

Analogical Thinking: ทำไมคนคิดเก่งถึงหยิบวิธีแก้จาก “คนละเรื่อง” มาใช้ได้

  • 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

“เหมือนกัน” ในการทำงานมีอยู่สองแบบ และสองแบบนี้พาไปคนละที่กันเลย


แบบแรกคือเหมือนกันที่เปลือก เช่น เป็นธุรกิจร้านอาหารเหมือนกัน เป็นทีมขายเหมือนกัน ใช้เครื่องมือตัวเดียวกัน แบบที่สองคือเหมือนกันที่โครงสร้าง เช่น ทั้งคู่เป็นปัญหาที่ “คนตัดสินใจ” กับ “คนรับผลของการตัดสินใจ” ไม่ใช่คนเดียวกัน ซึ่งอาจเจอได้ทั้งในโรงพยาบาล ในทีมการตลาด และในการเลี้ยงลูก


งานวิจัยด้านการคิดเชิงเปรียบเทียบ (Analogical Thinking) พบว่าความเหมือนที่เปลือกช่วยแค่ให้เรา “นึกออก” ว่ามีอะไรคล้ายกัน แต่สิ่งที่ทำให้ถ่ายโอนวิธีแก้ปัญหาข้ามเรื่องได้จริงคือความเหมือนที่โครงสร้าง นี่คือเหตุผลที่บางคนอ่านเคสจากอุตสาหกรรมอื่นแล้วได้ไอเดียกลับมาใช้ทันที ในขณะที่บางคนอ่านจบแล้วสรุปว่า “มันคนละธุรกิจกัน ใช้ไม่ได้หรอก”


ทำไมสมองเราถึงติดอยู่ที่เปลือก


โดยธรรมชาติ เราจำเรื่องด้วยรายละเอียดที่จับต้องได้ก่อนเสมอ ใครอยู่ในเหตุการณ์ ขายอะไร ที่ไหน ตัวเลขเท่าไหร่ รายละเอียดพวกนี้เด่นและจำง่าย ส่วนโครงสร้างความสัมพันธ์เป็นสิ่งนามธรรมที่ต้องตั้งใจดึงออกมา


ผลก็คือเวลาเจอปัญหาใหม่ สมองจะไปค้นหาความทรงจำที่ “หน้าตาคล้าย” ก่อน ไม่ใช่ที่ “กลไกคล้าย” หัวหน้าที่เคยแก้ปัญหาทีมขายหมดไฟด้วยการปรับคอมมิชชั่น จึงมักเสนอวิธีเดิมกับทีมครีเอทีฟที่หมดไฟ ทั้งที่โครงสร้างของสองปัญหานี้อาจต่างกันคนละเรื่อง อันหนึ่งเป็นเรื่องแรงจูงใจภายนอกที่หายไป อีกอันอาจเป็นเรื่องคนไม่เห็นว่างานที่ทำไปมีผลอะไรกับใคร


วิธีขุดโครงสร้างออกจากเรื่องเล่า


จุดที่นักวิจัยพบว่าได้ผลชัดคือการ “เทียบสองเคสพร้อมกัน” แทนการอ่านทีละเคส เพราะเมื่อวางสองสถานการณ์ไว้ข้างกันแล้วถามว่าอะไรคือส่วนที่เหมือนกันจริง ๆ สมองจะถูกบังคับให้ทิ้งรายละเอียดเฉพาะหน้าไป แล้วเหลือไว้แต่แกนความสัมพันธ์ สิ่งที่เหลือนั้นแหละคือบทเรียนที่พกไปใช้กับเรื่องที่สามได้


ลองดูตัวอย่างใกล้ตัว ทีมหนึ่งเจอปัญหาลูกค้าตอบอีเมลช้าเพราะคำถามในอีเมลกว้างเกินไปจนไม่รู้จะเริ่มตอบตรงไหน อีกทีมหนึ่งเจอปัญหาว่าโพสต์รับสมัครงานได้ใบสมัครน้อยเพราะคุณสมบัติที่เขียนไว้ยาวจนคนอ่านไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าข่ายไหม สองเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกันเลยที่เปลือก แต่โครงสร้างเดียวกันคือ “ภาระในการตีความถูกโยนไปให้อีกฝ่าย” เมื่อเห็นแบบนี้ วิธีแก้ก็ข้ามกันได้ทันที คือลดทางเลือกให้แคบลงและบอกให้ชัดว่าอยากได้อะไรกลับมา


การฝึกแบบนี้คือการคิดขั้นสูงตามความหมายจริง ๆ เพราะมันคือการวิเคราะห์เพื่อหาว่าอะไรสัมพันธ์กับอะไร แล้วสังเคราะห์ออกมาเป็นหลักที่ใช้ซ้ำได้ ไม่ใช่การจำวิธีแก้เป็นรายกรณี


ระวังการเปรียบเทียบที่ฟังดูดีแต่พาหลงทาง


การคิดเชิงเปรียบเทียบมีด้านมืดของมันอยู่ เพราะอุปมาที่ไพเราะทำให้คนหยุดคิดได้เร็วพอ ๆ กับที่มันทำให้คนเข้าใจเร็ว เวลาใครพูดว่า “บริษัทก็เหมือนครอบครัว” หรือ “ทีมก็เหมือนทีมฟุตบอล” คำถามที่ควรถามต่อคือ เหมือนกันตรงไหนบ้าง และไม่เหมือนกันตรงไหน ครอบครัวไม่ไล่สมาชิกออก ส่วนทีมฟุตบอลเปลี่ยนตัวผู้เล่นกลางเกม การไม่แยกสองส่วนนี้ทำให้คนใช้อุปมาเป็นเครื่องมือกดดันมากกว่าเครื่องมือทำความเข้าใจ


วิธีกันตัวเองไว้คือทุกครั้งที่เปรียบเทียบ ให้ระบุออกมาชัด ๆ ว่ายืมอะไรมา และตรงไหนที่ไม่ยืม การเปรียบเทียบที่ดีจึงมาพร้อมเงื่อนไขเสมอ ไม่ใช่มาพร้อมความมั่นใจอย่างเดียว


สิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งดูเหมือน “มีคลังวิธีแก้ปัญหาเยอะกว่าคนอื่น” มักไม่ได้แปลว่าเขาผ่านสถานการณ์มามากกว่า แต่แปลว่าเขาเก็บประสบการณ์ไว้ในรูปของโครงสร้าง ไม่ใช่ในรูปของเหตุการณ์ คนที่เก็บเป็นเหตุการณ์จะใช้ได้เฉพาะตอนเจอเรื่องเดิม ส่วนคนที่เก็บเป็นโครงสร้างจะใช้ได้ตลอดชีวิตการทำงาน


ครั้งหน้าที่คุณเล่าประสบการณ์ให้ใครฟัง ลองถามตัวเองสักครั้งว่าคุณกำลังเล่า “เรื่องที่เกิดขึ้น” หรือกำลังเล่า “กลไกที่ทำให้มันเกิด”

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page