คุณภาพความคิดของเรา ขึ้นอยู่กับว่าเราเอามันไปวางไว้ใกล้ใคร

ปีที่ผ่านมาคุณใช้เวลาเลือกคอร์สหรือหนังสือนานแค่ไหน แล้วใช้เวลาเลือกว่าจะเอาความคิดของตัวเองไปวางไว้ใกล้ใครนานแค่ไหน
คำถามที่สองฟังดูแปลกจนเกือบจะไม่มีความหมาย เพราะเราไม่เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ “เลือก” ได้ เพื่อนร่วมทีมคือคนที่บริษัทจัดมาให้ หัวหน้าคือคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว คนที่เราคุยด้วยบ่อยที่สุดคือคนที่โต๊ะติดกัน มันเป็นเรื่องของโครงสร้างองค์กร ไม่ใช่เรื่องของแผนพัฒนาตัวเอง
แต่ถ้าเราเชื่อกรอบที่วงการพัฒนาคนใช้กันมานาน ที่บอกว่าคนเราโตจากการลงมือทำหน้างานเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคือจากคนรอบตัว และจากการเข้าอบรมเป็นสัดส่วนที่เล็กที่สุด เราจะเห็นความย้อนแย้งทันที เพราะสิ่งที่เราวางแผนอย่างละเอียดที่สุด คือส่วนที่มีน้ำหนักน้อยที่สุด ส่วนสิ่งที่มีน้ำหนักมากกว่าหลายเท่า เราปล่อยให้เกิดขึ้นเอง
🧠 “อยู่ใกล้คนเก่ง” ไม่ใช่คำตอบที่ใช้ได้จริง
คำแนะนำที่ได้ยินบ่อยคือให้อยู่ใกล้คนเก่ง ซึ่งฟังดูดีแต่ใช้งานยาก เพราะมันไม่ได้บอกว่าเก่งแบบไหน และไม่ได้บอกว่าอยู่ใกล้แล้วต้องทำอะไร คนจำนวนมากนั่งอยู่ข้างคนเก่งมาหลายปีโดยไม่ได้อะไรเลย นอกจากความรู้สึกว่าตัวเองยังห่างไกล
ความจริงที่ใช้ได้มากกว่าคือ คนรอบตัวไม่ได้ให้ “ความรู้” กับเรา แต่ให้ “มาตรฐาน” และ “คำถาม”
มาตรฐานคือระดับที่เรารู้สึกว่างานแบบนี้เรียกว่าดีแล้ว ถ้าคนรอบตัวส่งงานที่พออ่านได้แล้วผ่าน สมองเราจะปรับตัวไปที่ระดับนั้นโดยไม่ต้องมีใครสั่ง แต่ถ้าคนรอบตัวมักถามว่า “ตรงนี้เรามีหลักฐานอะไรรองรับ” เราจะเริ่มถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกันก่อนจะส่งงาน
คำถามคือสิ่งที่ทำให้เราคิดออกนอกร่องเดิม คนที่มีประโยชน์กับการเติบโตของเราที่สุด มักไม่ใช่คนที่ตอบคำถามเราได้เยอะที่สุด แต่คือคนที่ถามในสิ่งที่เราไม่เคยถามตัวเอง หัวหน้าที่บอกคำตอบทันทีทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น หัวหน้าที่ถามกลับว่า “คุณลองคิดไว้ยังไงบ้าง” ทำให้เราเก่งขึ้น สองแบบนี้มีคุณค่าคนละอย่างและเราต้องรู้ว่าตอนนี้เราต้องการอันไหน
🧠 ออกแบบวงคนรอบตัว แทนที่จะรอให้มันเกิด
การเลือกคนที่จะทำให้เราเก่งขึ้นไม่ได้แปลว่าต้องหาเมนเทอร์ระดับตำนาน มันเริ่มจากเรื่องเล็กกว่านั้นมาก
เริ่มจากถามตัวเองว่าตอนนี้เราอยากเก่งขึ้นเรื่องอะไรเป็นพิเศษ แล้วนึกดูว่าในองค์กรหรือในเครือข่ายของเรา ใครคือคนที่ทำเรื่องนั้นได้ดีกว่าเราอย่างชัดเจน ไม่ต้องเก่งที่สุดในประเทศ ขอแค่เก่งกว่าเราพอที่จะเห็นสิ่งที่เรายังไม่เห็น
จากนั้นหาวิธีให้ความคิดของเราไปวางอยู่ตรงหน้าเขา ไม่ใช่ไปขอความรู้แบบกว้าง ๆ ว่า “มีอะไรแนะนำไหม” แต่ไปด้วยของจริง เช่น ส่งร่างงานให้ดูพร้อมบอกว่าเราติดตรงไหน หรือชวนคุยสิบห้านาทีเรื่องการตัดสินใจที่เรากำลังลังเล การเอาความคิดที่ยังไม่เสร็จไปวางไว้ตรงหน้าคนที่คิดคมกว่า คือวิธีเรียนที่เร็วที่สุดวิธีหนึ่งที่มีอยู่ และไม่มีคอร์สไหนแทนได้
อีกด้านที่คนมักลืมคือการดูว่าใครกำลังดึงมาตรฐานของเราลง ไม่ใช่เรื่องของการตัดคนออกจากชีวิต แต่คือการรู้ตัวว่าบทสนทนาแบบไหนที่เราออกมาแล้วคิดได้แคบลง แล้วไม่เอาการตัดสินใจสำคัญไปวางไว้ในวงนั้น
🧠 วกกลับมาที่วิธีคิด
หัวใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การสร้างคอนเนกชัน แต่อยู่ที่การมองการพัฒนาตัวเองเป็นเรื่องของ “สภาพแวดล้อมทางความคิด” ไม่ใช่เรื่องของความขยันส่วนบุคคล
เราชอบคิดว่าการเก่งขึ้นคือสิ่งที่เกิดในหัวของเราคนเดียว อ่านให้มาก ฝึกให้หนัก ตั้งใจให้พอ แต่จริง ๆ แล้วคุณภาพความคิดของคนเราถูกกำหนดโดยคำถามที่เราได้ยินบ่อย ๆ และมาตรฐานที่เราเห็นทุกวัน ซึ่งสองอย่างนี้มาจากคนรอบตัวแทบทั้งหมด
ถ้าจะมีแผนพัฒนาตัวเองสักแผนในปีนี้ ลองเพิ่มบรรทัดที่ไม่เคยมีมาก่อนเข้าไป ไม่ใช่คอร์สที่จะเรียน แต่คือชื่อสองสามคนที่เราตั้งใจจะเอาความคิดของเราไปวางไว้ให้เขาเห็นบ่อยขึ้น แล้วดูว่าปลายปีอันไหนเปลี่ยนเรามากกว่ากัน



ความคิดเห็น