#ForbesGlobalCEO – เมื่อผู้นำองค์กรต้องรับมือมือกับเทคโนโลยี

ในงาน Forbes Global CEO Conference ซึ่งเป็นงานสัมนาธุรกิจที่รวมนักธุรกิจชั้นนำระดับ CEO เจ้าของธุรกิจและผู้นำทางความคิดกว่า 400 คนจากทั่วโลกมาร่วมงานเพื่อแชร์มุมมองในการทำธุรกิจในปัจจุบัน ประเด็นเรื่องของการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างได้รับความสนใจอยู่พอสมควรเพราะถือว่าเป็นเรื่องใหม่และใหญ่สำหรับผู้นำหลายๆ องค์กรอยู่เหมือนกัน

Rich Karlgaard ซึ่งเป็น Editor-at-Large and Global Futurist ของ Forbes Media ได้พรีเซนต์เรื่องราวน่าสนใจของการที่ CEO จำเป็นต้องเรียนรู้และรับมือกับเรื่องใหม่ๆ ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว (มาก)

เทคโนโลยียังพัฒนาไม่หยุด แถมเร็วกว่าเดิม

ถ้าเราพูดถึงเรื่องการเติบโตของธุรกิจในแต่ละปีนั้น นักธุรกิจในยุคก่อนอาจจะมองเรื่องการเติบโตในระดับ 2-4% กันเป็นปรกติ แต่ถ้าเรามองเรื่องของการเติบโตของเทคโนโลยีนั้น เรากลับพบว่าความเร็วในการเติบโตนั้นรวดเร็วอย่างมาก จนทำให้องค์กรที่สามารถเติบโตได้ตามทันนั้นจะสามารถก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและสามารถขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นแนวหน้า ในขณะที่องค์กรซึ่งยังเติบโตในระดับความเร็วแบบเดิมนั้นอาจจะกลายเป็นผู้ที่ล้าหลังและโตไม่ทันตามกระแสที่เกิดขึ้น จนกลายเป็นที่มาของการพูดในหลายๆ เวทีว่าบริษัทใหญ่ๆ จำนวนมากที่เคยโด่งดังอาจจะไม่สามารถเอาตัวรอดได้ในอนาคต

การลดลงของ 6Rs

เมื่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้เข้ามา ในวงการธุรกิจนั้นสามารถเห็นได้ว่าหลายๆ ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันจะเจอปัญหาว่าศักยภาพ 6 อย่างของธุรกิจนั้นลดลง อันได้แก่

  1. Reach (การเข้าถึงผู้บริโภค)

  2. Retention (การรักษาฐานลูกค้า)

  3. Relevance (การยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค)

  4. Reputation (ชื่อเสียงในสายตาของผู้บริโภค)

  5. Revenue (รายได้)

  6. ROI (ความคุ้มค่าในการลงทุน)

ซึ่งจุดนี้เอง Rich ได้พูดไว้ว่าองค์กรที่ปรับตัวไม่ทันจะพบว่า 6Rs ข้างต้นนั้นจะไม่ได้เติบโต (Flat Growith) หรืออาจจะถึงขั้นลดลง (Decline) เลยก็วาได้

สัญญาณการปรับตัวที่ CEO ต้องรับรู้ในวันนี้

พอมาถึงจุดนี้ ผู้นำหลายๆ องค์กรก็จะพบว่าตัวเองต้องรีบปรับตัวแล้ว โดย Rich เองก็ได้สรุปเรื่องสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีในแวดวงธุรกิจไว้ดังนี้

1. การรับเทคโนโลยีเข้ามาในองค์กร

เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว เราคงไม่อาจจะมองข้ามหรือต่อต้านเทคโนโลยีได้อีกต่อไป เพราะเทคโนโลยียังพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และการลงทุนในเทคโนโลยีขององค์กรนั้นจะเริ่มเห็นผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก

ในขณะเดียวกัน เราจะเห็นว่าเราผ่านยุคที่ Internet / Web / PC / Smartphone / Online Shopping / Social Media ได้มาเปลี่ยนโลกธุรกิจไปแล้ว แต่ในไม่ช้าเราจะเจอคลื่นอีกลูกหนึ่งของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนธุรกิจต่อ ไม่ว่าจะเป็น Data Technology / AI / Internet of Things / Predictive Analytics / Autonomous Vehicle ซึ่งแน่นอนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีบทบาทกับอุตสาหกรรมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเกษตรกรรม พลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต ขนส่ง ธนาคาร การศึกษา ฯลฯ

และแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงที่เราพูดถึงนี้จะเกิดขึ้นในไม่ช้า (หรืออาจจะเร็วมากกว่าที่เราคิด) ซึ่งผู้บริหารก็ต้องเรียนรู้และเปิดรับเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาในองค์กรได้แล้ว

2. รูปแบบของการวิเคราะห์และดำเนินธุรกิจแบบใหม่

การเกิดขึ้นของกลุ่มธุรกิจอย่าง Startup ที่สามารถโตจนกลายเป็นบริษัทระดับ Unicorn นั้นกลายเป็นคำถามใหญ่ให้กับนักธุรกิจแบบดั้งเดิม เพราะบริษัทเหล่านี้ได้รับการประเมินมูลค่ามหาศาลโดยที่ไม่ได้อิงอยู่กับการประเมินมูลค่าแบบเดิมๆ เช่นการดู P&L (Profit & Loss) ซึ่งนั่นอาจจะเป็นจุดที่ผู้บริหารต้องฉุกคิดแล้วว่าการประเมินผล ประเมินมูลค่าธุรกิจนั้นอาจจะมีวิธีอื่นที่ไม่ใช่แบบที่ผ่านๆ มา

นอกจากนี้แล้ว ถ้าเราดูในกลุ่มธุรกิจอย่าง Unicorn นั้น จะเห็นว่าวิธีการบริหารจัดการ กลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุนต่างๆ นั้น อาจจะเรียกได้ว่าแปลกใหม่ มีการทดลองรูปแบบอื่นๆ ซึ่งไม่ได้ต้องตามกฎหรือเงื่อนไขเดิมๆ ของธุรกิจที่ต้องผ่านการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น การประเมินจากบัญชีต่างๆ

3. การใช้งาน AI ในองค์กร

AI เป็นเรื่องใหม่และใหญ่สำหรับทุกคน แต่ที่แน่ๆ คือมันไม่ใช่เรื่องที่จะมาแล้วไป หากแต่เทคโนโลยีนี้จะมีบทบาทอย่างแน่นอนในโลกธุรกิจอนาคต เช่นนั้นแล้ว ผู้บริหารจำเป็นต้องเรียนรู้ ศึกษา และทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีนี้

นี่สรุปมาข้างต้นนี้คือภาพกว้างที่ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ของธุรกิจตอนนี้จะไม่เหมือนเดิม มีสัญญาณจากฝั่งเทคโนโลยีที่กำลังโตอย่างก้าวกระโดดซึ่งทำให้หลายๆ ธุรกิจอาจจะต้องพบกับปัญหาใหญ่ในเวลาไม่กี่ปีต่อจากนี้ ซึ่งผู้นำองค์กรเองก็ต้องเรียนรู้และปรับองค์กรให้ทันให้ได้