11 หัวหน้ายอดแย่ที่อย่าได้เจอเลยในการทำงาน

วันก่อนผมกลับไปดูหนังสือเก่าที่บ้านแล้วเจอหนังสือ Business Without Bullsh*t ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมเคยอ่านมานานแล้วชอบมาก ๆ ก็เลยขอหยิบบทหนึ่งที่คิดว่าหลายคนน่าจะชอบ (มั้ง) คือการจำแนกหัวหน้า 12 ประเภทที่ถ้าเจออยู่ก็คงปาดเหงื่อกันทีเดียว มีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลยครับ

🔥 The Visionary – วัน ๆ เอาแต่เพ้อ ฟุ้งกับอนาคต (ที่บางทีก็จำ ๆ มาจากเทรนด์ยอดฮิตหรืองานสัมมนา) โดยไม่ได้ดูกับความจริง ณ ปัจจุบันขององค์กร คนเหล่านี้มักจะคิดว่าตัวเองเป็น Steve Jobs (หรืออะไรทำนองนั้น) และมักปลุกขวัญและกำลังใจด้วยการเล่าแรงบันดาลใจคูล ๆ สร้างความเชื่อว่างานที่อยู่นั้นจะพลิกวงการ สร้างปรากฏการณ์ให้โลก และบีบคั้นให้ทีมงานทำ “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” โดยมักบอกพร่ำบอกด้วยคำคม ๆ ประเภท “พี่เชื่อว่าเราทำได้” “คนธรรมดาคงทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่พวกเรา”

🔥 The Climber – หัวหน้าที่ชีวิตโฟกัสกับความก้าวหน้าของตัวเอง อยากได้การเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง และเขาจะให้ความสำคัญกับพนักงานคนไหนที่สามารถทำให้เขาเป็นแบบนั้นได้ คนเหล่านี้มักเป็นเซียนในการเล่นการเมืองเพราะจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้หน้า ได้เครดิต และเลี่ยงการรับผิดชอบ การต้องอยู่ฝั่งที่เป็นคนผิดพลาด สามารถโบ้ยทุกอย่างให้ลูกน้อง โยนความผิดให้คนโน้นได้แบบง่าย ๆ ฉะนั้นก็อย่าไปหวังว่าคนพวกนี้จะรักอะไรทีมงาน เพราะเขาเห็นทีมงานเป็นแค่ขั้นบันไดในการเลื่อนขั้นของเขาเท่านั้นแหละ ต่อให้รักแค่ไหน หมดประโยชน์ก็ไม่ต้องสนใจแล้วนั่นเอง

🔥The Bureaucrat – คนที่เชื่อในตำแหน่ง หน้าที่ และอำนาจ (ที่ตัวเองมี) ว่าสำคัญที่สุด ฉะนั้นก็เลยจะพยายามรักษาอำนาจนั้น ๆ ไว้โดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะอาจจะไปกระเทือนอำนาจที่มีอยู่ได้ ในขณะเดียวกันนั้น พวกเขาจะชอบอะไรที่เป็นระบบระเบียบจนนำมาสู่ฟอร์มต่าง ๆ มากมาย การให้เขียนรายงานยาวเหยียด (แต่ไม่ได้อ่าน) การอยากเห็นข้อมูลเยอะ ๆ ในพรีเซ้นท์ (ที่ไม่ได้่ดู) แต่พวกเขาจะชอบการเข้าประชุม เข้าไป “ถก” ในห้องประชุมเพราะมันคือบทบาทที่ให้ความสำคัญกับพวกเขา และนั่นทำให้เขามักอยู่ในบริษัทใหญ่ ๆ และดู “ยุ่ง​“ ตลอดเวลากับการประชุมและจัดการเอกสารเหล่านี้

🔥The Propellerhead – เกิดขึ้นบ่อย ๆ เมื่อเขาคนที่เป็นสายเทคนิค สายวิศวะขึ้นไปเป็นผู้บริหาร เพราะมักจะชอบเอาวิธีคิดแบบเทคนิคกลไกมาใช้ในการตัดสินใจซึ่งเอาจริง ๆ มันก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว แต่มันอาจจะทำให้โลกมันหมุนวนรอบเทคโนโลยีและกลไกเป็นสำคัญ และนั่นทำให้คนเหล่านี้มักจะชอบทีมงานที่มีความชำนาญด้านเทคนิคเป็นพิเศษ ยิ่งเป็นคนประเภท Specialist จะยิ่งเป็นที่ชื่นชมมาก ๆ ในขณะที่คนกลุ่มอื่นที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคจะถูกมองว่าด้อยความสามารถ ไม่รู้เรื่อง หรือถูกมองว่าโง่เอาเลยก็ได้

🔥The Fogey – มักเป็นกลุ่มที่ใกล้จะเกษียณแต่ไม่ได้เกษียณสักที แต่จะทำงานอะไรต่อก็ไม่ได้เพราะเกินกว่าจะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ แล้ว บริษัทเลยอาจจะมีคนกลุ่มนี้ในลักษณะของการหาตำแหน่งไว้เพราะความภักดี หรือไม่ก็ไม่รู้จะให้ไปทำอะไรแต่จะให้ออกก็สงสาร ผลคือหัวหน้าและผู้บริหารกลุ่มนี้เลยทำอะไรไม่ได้ แต่ดันต้องการให้คนให้ความสำคัญเพราะวัยวุฒิ มักชอบหยิบเรื่องราวในอดีตกาลนานโพ้นมาเล่าทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกับบริบทหรืองานที่กำลังคุยอยู่ แต่ถึงแม้จะดูเหมือนว่าคนกลุ่มนี้จะไร้ประสิทธิภาพ แต่เอาจริง ๆ พวกเขาเป็นคนที่เหมาะกับการเป็น Mentor มาก ๆ เลยเหมือนกันนะ (แต่อย่าเอามาเป็นหัวหน้า)

🔥The Whippersnapper – เป็นเหมือนกลุ่มตรงกันข้ามกับกลุ่มที่แล้ว กล่าวคือเป็นหัวหน้าแบบสด ๆ ร้อน ๆ มือใหม่ไฟแรง ร้อนวิชาสุด ๆ ซึ่งมักจะกลายเป็นคนประเภทมุทะลุ ดุดัน ชนแหลกเพราะไม่เคยมีประสบการณ์ว่าชีวิตจริงจะเจออะไร เลยไม่แปลกที่คนกลุ่มนี้มักจะลงเอยด้วยความผิดพลาดจากการขาดความประสบการณ์ ไม่มีวุฒิภาวะ แม้ว่าพวกเขาจะยืนยันเสียงแข็งว่าพวกเขาพร้อมมากกับการเป็นหัวหน้าก็ตาม และอย่าได้ไปบอกว่าพวกเขาขาดประสบการณ์นะ เพราะเขาจะโวยวายกับคุณอย่างนักเลยว่าเขามีศักยภาพมากพอ อย่าตัดสินเขาด้วยวัยวุฒิเด็ดขาด

🔥The Social Director – หัวหน้าประเภทออมชอมกับคนในทีมเพราะอยากให้ทุกคนรักกัน ดีกัน ให้ความสำคัญต่อกัน ซึ่งมันก็ฟังดูเหมือนเรื่องดี แต่บางทีมันกลายเป็นว่าไม่ได้ทำอะไรเพราะมัวแต่เห็นอกเห็นใจกัน ประชุมกันทีก็ถามความคิดเห็นกันอยู่นั่นจนไม่ได้ไปไหน จะตัดสินใจอะไรก็กลัวจะผิดใจ เกรงใจคนนั้นคนนี้เลยไม่เด็ดขาดกันสักที

🔥The Dictator – ตามชื่ออย่างชัดเจนคือทุกอย่างหมุนรอบตัวเขานั่นเอง ตัวเขาคือที่สุด ถูกที่สุด และทุกอย่างต้องไปตามที่เขาเลือก (และคนอื่นไม่ต้องเสนอหน้ามาขัด) ซึ่งเอาจริง ๆ มันก็มีข้อดีอยู่บ้างตรงที่การทำงานกับหัวหน้าแบบนี้จะชัดเจน เร็ว ฉับไว (เพราะพี่แกคิดเองหมด ไม่ถามใคร) ขณะเดียวกันคุณก็ไม่ต้องกังวลว่าเจ้านายคุณจะทำอะไรลับหลังหรือเปล่าเพราะเขาทำอะไรซึ่ง ๆ หน้าอย่างไม่แคร์อะไรคุณอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เราก็พอเดาได้ว่าทำงานกับหัวหน้าแบบนี้นั้นมีแต่ต้องทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ซึ่งถ้าเมื่อไรเราเห็นว่ามันเหม่ง ๆ และไม่เข้าท่านั้น อย่าได้ไปทักท้วงอะไรให้เสียเวลา ไปหางานใหม่ดีกว่า

🔥The Sales Star – หัวหน้ายอดนักขายซึ่งก็มักจะเป็นฝ่ายขายที่มีผลงานยอดเยี่ยมได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหาร โดยเขามักจะชำนาญกับการขายไอเดีย โน้มน้าวคนที่ทำงานด้วยกับไอเดียและความเห็นที่เขาเสนอ แต่ปัญหาคือเขาจะเก่งกับการขายแค่นั้นโดยขาดทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็น ฉะนั้นพวกเขาจะเก่งกับเรื่องที่เกี่ยวกับการขายเช่นการเข้าใจอีกฝั่งหนึ่ง การสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ แต่พอเป็นเรื่องการบริหารคน การจัดการปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ นั้นก็ดันทำไม่เป็น แก้ไม่ถูกจุด ไม่รู้จะรับมืออย่างไร เลยทำให้ปัญหากองพะเนินไม่ถูกแก้นั่นเอง

🔥The Hatchet Man – หน้าที่ของคนเหล่านี้ที่เข้ามาเป็นหัวหน้า / ผู้บริหารคือทำการเอาคนในบริษัทออกอันเนื่องมาจากเป้าหมายบางอย่างทางธุรกิจ เช่นการทำให้บริษัทคล่องตัวขึ้น เคลียร์ / ปูทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแน่นอนว่าผู้บริหารในบทบาทนี้ก็มาพร้อมกับการบีบให้คนในทีมออกในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งการรับมือกับคนเหล่านี้ก็มีทางเดียวคือหางานใหม่นั่นเอง

🔥The Lost Lamb – เป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารแบบจำเป็นเพราะหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ซึ่งมันเลยตามมาว่าคนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อเนื่องจากตัวเองก็ไม่ได้คิดจะเป็นตำแหน่งนี้ เรื่องมักลงเอยที่หัวหน้าจากสถานการณ์นี้จะให้ทุกอย่างดำเนินการไปแบบปรกติโดยให้มีปัญหาถึงเขาน้อยที่สุด (เพราะไม่รู้จะรับมือยังไง) และเขาก็มักเลือกจะไม่รับรู้ถึงปัญหาอะไรด้วยนั่นเอง

แถม

🔥The Hero – คนเหล่านี้คือคนที่เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำคน เป็นคนที่จะรีดศักยภาพคนอื่นในทีมให้เก่งขึ้น มีศักยภาพมากขึ้น ให้เครดิตกับทีมงานแต่รับความผิดพลาดต่าง ๆ ด้วยตัวเอง แน่นอนว่าใครได้เจอคนเหล่านี้เป็นหัวหน้าถือว่าเป็นบุญชีวิตมาก ๆ แต่แน่นอนว่าคนแบบนี้มักอยู่ได้ไม่นาน ไม่ว่าจะโดนโปรโมตไปทำอย่างอื่น โดนซื้อตัว หรือไม่ก็โดนอัปเปหิเพราะ 11 ประเภทข้างบนนั่นแหละ ฉะนั้นถ้าเจอเขาแล้วก็รีบตักตวงจากเขาให้มาที่สุดนั่นเองล่ะครับ