ทำไมเรามัก “ตัน” ในการคิดคอนเทนต์ของธุรกิจ

“ไม่รู้จะเล่าอะไรแล้ว” คือหนึ่งในคำบ่นที่ผมได้ยินบ่อยเวลาคนมาปรึกษาเรื่องทำคอนเทนต์เพื่อขายของตัวเอง แล้วก็จะเริ่มเห็นการโพสต์กวนไปวนมา เอารูปเดิมมาใช้ อาจจะมีปรับเปลี่ยนโน่นนี่บ้าง แต่พอไปนานๆ แล้วก็ทำให้หลายคนไม่รู้จะเล่าอะไรเกี่ยวกับธุรกิจของตัวเอง

แต่ถ้าเราวิเคราะห์สถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นกับสถานการณ์ “ตัน” ทางไอเดียนั้น ก็มักจะพบกับสาเหตุที่เห็นกันอยู่เป็นประจำอยู่เหมือนกัน

1. เล่าแต่สรรพคุณสินค้าของตัวเอง

สิ่งที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ตลอดไปจนเจ้าของธุรกิจจำนวนมากมักจะทำกันคือการพยายามขายของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่อยากพลาดโอกาสในการขาย ก็เลยมักจะโฟกัสกับการเล่าเรื่องสินค้าตัวเองมากๆ เล่าเรื่องสรรพคุณต่างๆ จนพอนานเข้าไปก็ไม่รู้จะเล่าอะไรเพราะก็หยิบสรรพคุณต่างๆ มาพูดกันไปหมดแล้ว

2. ไม่ได้เล่าคุณประโยชน์ของสินค้า

เรื่องของคุณสมบัติ (Feature) กับคุณประโยชน์ (Benefit) นั้นเป็นเหมือนหลักพื้นฐานสำคัญของการทำคอนเทนต์เพื่อการขายของเลยก็ว่าได้ แต่ที่น่าแปลกใจคือคนส่วนใหญ่จะมุ่งไปกับการเล่าคุณสมบัติสินค้ามากกว่าจะเล่าคุณประโยชน์ ว่าสินค้าตัวเองสามารถไปแก้ปัญหาอะไร แก้ให้กับใครได้บ้าง ในสถานการณ์ไหนได้บ้าง ซึ่งถ้าเราปรับมุมมองไปเล่าเรื่องคุณประโยชน์แล้วก็จะสามารถหยิบมุมของประโยชน์มาเล่าได้อยู่เรื่อยๆ ผิดกับการหยิบคุณสมบัติมาเล่าซึ่งจะมีมิติไม่เยอะเท่านั่นเอง

3. มองเห็นแต่สินค้า แต่ไม่เห็นสิ่งอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจ

ธุรกิจไม่ได้มีแค่ตัวสินค้าเท่านั้น หากแต่ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวโยงกันมาและสามารถนำมาเป็นคอนเทนต์ได้อยู่เรื่อยๆ เช่นเรื่องของปัญหาที่มักเกิดจากการใช้งาน ขอสงสัยที่หลายคนมี การแก้อคติต่างๆ ที่คนมีกับธุรกิจ หรือแม้แต่เรื่องขององค์กร การทำคอนเทนต์เพื่อสร้างแบรนด์ สร้างปฏิสัมพันธ์ ฯลฯ ซึ่งพวกนี้ก็สามารถต่อยอดไปสู่การทำคอนเทนต์แบบยั่งยืนให้กับตัวเพจได้อีกเยอะทีเดียว

 

ที่กล่าวไปคือสาเหตุหลักๆ ที่มักเจอกับคนที่บอกว่า “ไม่รู้จะโพสต์อะไร” ซึ่งพอเรานั่งคุยกันและใช้เครื่องมือต่างๆ มาช่วยให้คิดจากมุมอื่นๆ ก็จะเห็นว่ามีคอนเทนต์อีกมากมายที่สามารถหยิบมาเล่นได้เพื่อหล่อเลี้ยงให้สื่อขององค์กรยังมีคอนเทนต์เพื่อสื่อสารได้อย่างต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ นั่นเองล่ะครับ