top of page

ทำไมการมี Empathy นั้นพูดดูง่ายแต่ทำจริง ๆ นั้นยาก

  • 12 พ.ค.
  • ยาว 1 นาที

Empathy เป็นหนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกการทำงานยุคใหม่ ผู้นำองค์กรจำนวนมากเชื่อว่ามันคือหัวใจของการสร้างทีมที่แข็งแรง วัฒนธรรมที่ดี และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในที่ทำงาน แต่แม้ทุกคนจะเห็นคุณค่าของมัน การลงมือทำกลับไม่ง่ายอย่างที่ฟังดู เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะคนส่วนใหญ่ไม่อยากเข้าใจผู้อื่น แต่เพราะ Empathy เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ทั้งพลังทางความคิดและพลังทางอารมณ์ในเวลาเดียวกัน


เรื่องของความยากในการ Empathy นี้มีการอธิบายกันว่า มนุษย์มักหลีกเลี่ยงการใช้ Empathy เพราะมันเป็น “งานหนัก” สำหรับสมอง การเข้าใจความรู้สึกของอีกคนไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเสมอไป ตรงกันข้าม มันต้องอาศัยการหยุดความคิดของตัวเองชั่วคราว เพื่อเปิดพื้นที่ให้มุมมองของอีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในความสนใจ ซึ่งในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความเครียด และสิ่งรบกวนตลอดเวลา กระบวนการนี้จึงยากกว่าที่หลายคนคิด


♥️ Empathy ไม่ใช่แค่ความใจดี แต่คือความสามารถในการ “เข้าไปอยู่ในโลกของอีกคน”


หลายองค์กรยังเข้าใจ Empathy ในฐานะของการเป็นคนอ่อนโยน รับฟังเก่ง หรือพูดจาดี แต่ในทางปฏิบัติ Empathy ลึกซึ้งกว่านั้นมาก มันคือความสามารถในการพยายามมองโลกผ่านสายตาของอีกคนหนึ่ง โดยที่ยังสามารถจัดการอารมณ์และปฏิกิริยาของตัวเองได้พร้อมกัน


ในสถานการณ์การทำงานจริง สิ่งนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อพนักงานคนหนึ่งตอบกลับสั้นผิดปกติ หรือสมาชิกในทีมแสดงท่าทีหงุดหงิด สิ่งที่ Empathy ต้องการไม่ใช่เพียงการ “สังเกต” แต่คือการตีความว่าอะไรอาจอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนั้น คนคนนั้นกำลังกดดันเรื่องอะไร เขากำลังรู้สึกไม่มั่นคง เหนื่อยล้า หรือผิดหวังกับบางอย่างหรือไม่


กระบวนการคิดลักษณะนี้ต้องใช้พลังงานทางสมองสูง เพราะมนุษย์มีแนวโน้มจะตัดสินอย่างรวดเร็วโดยธรรมชาติ เรามักเลือกคำอธิบายที่ง่ายที่สุด เช่น “เขาไม่มี Professionalism” หรือ “เขาแค่มีปัญหาทัศนคติ” มากกว่าการใช้เวลาทำความเข้าใจบริบทที่ซับซ้อนกว่า


♥️ ยิ่งเครียดมาก Empathy ยิ่งลดลง


หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Empathy เกิดขึ้นได้ยาก คือภาวะความเครียดของมนุษย์เอง เมื่อสมองอยู่ในโหมดเอาตัวรอด ความสนใจจะหันกลับมาที่ตัวเองโดยอัตโนมัติ เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ต้องจัดการตรงหน้า ความกังวลส่วนตัว และแรงกดดันของตัวเองก่อนคนอื่นเสมอ


นี่คือเหตุผลที่ในช่วงเวลาที่องค์กรเผชิญแรงกดดันสูง เช่น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป้าหมายที่เข้มข้น หรือภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน บรรยากาศของ Empathy มักลดลงโดยไม่รู้ตัว ผู้คนเริ่มตอบสนองเร็วขึ้น อดทนน้อยลง และรับฟังกันน้อยลง แม้จะยังพูดถึงคุณค่าของ Empathy อยู่ก็ตาม


ในมุมนี้ Empathy จึงไม่ใช่เพียงทักษะส่วนบุคคล แต่เป็นผลลัพธ์ของสภาพแวดล้อมด้วย หากองค์กรสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนเหนื่อยล้าตลอดเวลา การคาดหวังให้คนมี Empathy สูงอย่างต่อเนื่องย่อมเป็นเรื่องยาก


♥️ ความท้าทายที่แท้จริง คือการอยู่กับ “ความไม่สบายใจ”


อีกประเด็นที่ทำให้ Empathy เป็นเรื่องยาก คือมันบังคับให้เราต้องเผชิญหน้ากับอารมณ์ที่ไม่สบายใจของผู้อื่น และในหลายครั้ง ความรู้สึกเหล่านั้นก็สะเทือนอารมณ์ของเราเองด้วย


เมื่อเห็นใครบางคนผิดหวัง เสียใจ หรือโกรธ ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของมนุษย์คือการพยายามทำให้สถานการณ์กลับมาสบายใจเร็วที่สุด เรารีบให้คำแนะนำ รีบแก้ปัญหา หรือบางครั้งก็รีบลดทอนความรู้สึกของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ เช่น การพูดว่า “อย่าคิดมาก” หรือ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”


แม้เจตนาจะดี แต่พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง คือหลายครั้งมนุษย์ไม่ได้กำลังหนีความทุกข์ของคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่กำลังหนีความไม่สบายใจของตัวเองด้วย


Empathy ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การรีบทำให้ทุกอย่างดีขึ้นทันที แต่คือความสามารถในการอยู่กับความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ โดยไม่รีบปิดบทสนทนานั้นลง


♥️ ผู้นำที่มี Empathy ไม่ได้แปลว่า “อ่อนแอ”


ในหลายองค์กรยังมีความเข้าใจผิดว่า Empathy จะทำให้การบริหารงานอ่อนลง หรือทำให้ผู้นำตัดสินใจยากขึ้น แต่ในความเป็นจริง Empathy ไม่ได้หมายถึงการตามใจคน หรือหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ยาก


ผู้นำที่มี Empathy คือคนที่สามารถเข้าใจผลกระทบทางอารมณ์ของการตัดสินใจได้ โดยไม่สูญเสียความชัดเจนในการนำองค์กร พวกเขาสามารถสื่อสารเรื่องยากได้อย่างตรงไปตรงมา รับฟังปฏิกิริยาของผู้คนได้โดยไม่ปกป้องตัวเองเร็วเกินไป และสร้างความรู้สึกว่าผู้คนได้รับการมองเห็นในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่เพียงทรัพยากรขององค์กร


ในยุคที่ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์กลายเป็นเรื่องปกติ ความสามารถลักษณะนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่สุดของผู้นำยุคใหม่


♥️ Empathy ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่คือการฝึกฝน


แม้ Empathy จะเป็นเรื่องยาก แต่ข่าวดีคือมันไม่ใช่คุณสมบัติที่มีเฉพาะบางคนเท่านั้น มันคือทักษะที่สามารถพัฒนาได้ผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง


หลายครั้งการเริ่มต้นอาจเป็นเพียงการชะลอปฏิกิริยาของตัวเองลงเล็กน้อย ฟังเพื่อเข้าใจแทนที่จะฟังเพื่อโต้ตอบ หรือเปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายอธิบายประสบการณ์ของตัวเองโดยไม่รีบสรุปแทนเขา


สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่ในระยะยาว มันคือสิ่งที่สร้างวัฒนธรรมของความไว้วางใจขึ้นในทีมและองค์กร


ท้ายที่สุด Empathy จึงไม่ใช่ทักษะที่สำคัญเพราะมันทำให้เราดูเป็นคนดี แต่เพราะมันทำให้ผู้คนรู้สึกว่าพวกเขาได้รับการเข้าใจอย่างแท้จริง และในโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ความรู้สึกเช่นนั้นกำลังกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าที่เคยเป็นมา



 
 
 

ความคิดเห็น


ติดตามข่าวสารและอัปเดตจาก dots.

Thanks for subscribing.

bottom of page