คอนเทนต์ไม่ใช่ยาแก้การตลาดเสมอไป

หลายครั้งที่ผมมักจะมีนัดกับผู้ประกอบการที่มาขอคำปรึกษาและขอให้ผมช่วยทำการพัฒนาทักษะการทำคอนเทนต์ให้หน่อย เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นของการแก้ปัญหาธุรกิจของเขา

และก็แทบทุกครั้งที่ผมจะถามกลับเข้าไปว่า “ปัญหาของธุรกิจคุณคืออะไรกันแน่?”

สิ่งที่น่าสนใจคือหลาย ๆ ธุรกิจมักคิดว่าตอนนี้ที่ตัวเองมีปัญหาคือการสื่อสารไปปัง ไม่โดนใจ และไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร จะต้องไปเรียนทำคอนเทนต์กัน ต้องไปคิดคอนเทนต์กันให้ได้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของตัวเองเลยแม้แต่น้อย

ผมมักคุยกับพาร์ทเนอร์ที่ร่วมสอนกับผมในคลาส Marketing Strategy บ่อย ๆ ว่าปัญหาของหลายธุรกิจคือยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปัญหาของตัวเองคืออะไร แต่ก็พยายามมองหายาเร็วหรือทางแก้แบบจับต้องได้

และนั่นทำให้คอนเทนต์มักเป็นเหมือนยาเร็วที่เห็นกันได้ชัดและคนมักคิดว่าต้องทำนั่นเอง

จะว่าไปแล้ว นั่นก็ไม่แปลกอะไรเพราะถ้าเรามองโครงการการตลาดแล้วนั้นจะเห็นว่าการสื่อสารการตลาดจะเป็นกิจกรรมที่จับต้องได้มากที่สุด และมักจะมีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวและทำให้กลุ่มเป้าหมายต้องการสินค้าของเรา

และนั่นทำให้หลาย ๆ คนฝากความหวังเอาไว้กับคอนเทนต์กันเป็นเรื่องปรกติ คิดว่าคอนเทนต์ดีจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้

ถามว่ามันเป็นแบบนั้นไหม? ก็ต้องบอกว่ามีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ถ้าเกิดว่าปัญหาของธุรกิจนั้นยาก เช่นสินค้าไม่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ราคาสินค้าไม่เหมาะสม ช่องทางการจัดจำหน่ายมีปัญหาแล้ว การจะให้คอนเทนต์เข้ามาเป็น “ยาวิเศษ” แก้ปัญหาก็จะยิ่งยากมากขึ้นไปสุด ๆ เลยก็ว่าได้

ลองคิดง่ายว่าถ้าสินค้าไม่มีค่า ไม่มีความน่าสนใจ ก็ต้องใช้สกิลการขายขั้นเทพในการบิ้วท์และทำให้มันน่าสนใจ ยิ่งถ้าไปขายกับผิดกลุ่มแล้วก็ต้องรีดสกิลออกมาสุด ๆ

แต่ในทางกลับกันนั้น ผู้ที่วางกลยุทธ์มาอย่างดีจะเข้าใจว่าคอนเทนต์ไม่ใช่ “ยานำ” ในการแก้ปัญหา แต่เป็น “ยาร่วม” ในการแก้ปัญหาของธุรกิจโดยให้มันสอดคล้องไปกับเรื่องอื่น ๆ ด้วย และการแก้ปัญหาที่ดีไม่ใช่การโยนภาระไปให้กับกิจกรรมการตลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการทำงานร่วมกันหมดของทั้งธุรกิจ ตั้งแต่การวางกลุ่มเป้าหมาย การเลือกช่องทางที่เหมาะสม การกำหนดจุดขาย การตั้งราคาที่เหมาะสม ฯลฯ

เพราะถ้าคิดจะให้คอนเทนต์แก้ปัญหาทุกอย่างโดยไม่ได้ดูว่าอันอื่นมีปัญหาอะไรแล้ว ก็คงเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะทำคอนเทนต์แล้วแก้ทุกอย่างได้ หรือไม่ก็ต้องเป็นการวัดดวงเสี่ยงดูว่ามันจะถูกหวยหรือเปล่า

แน่นอนว่าคนถูกหวยก็คงออกมาพูดกันเป็นเคสแหละว่ามันยอดเยี่ยม คอนเทนต์นี่มันเปรี้ยงสุด ๆ

แต่คนที่ไม่ถูกหวยก็คงไม่ออกมาเล่าว่าการแก้ปัญหาด้วยคอนเทนต์นี้มันผิดพลาดอย่างไรเช่นกันนั่นแหละ